เว็บเพื่อนบ้าน
  Hua Hin Update

 rodfai-dontri.hi5
 Doohuahin.com





 
 
 
 
 




 สถิติวันนี้ 238 คน
 สถิติเมื่อวาน 578 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
10358 คน
48511 คน
379147 คน
เริ่มเมื่อ 2011-08-07

 

 

 
 
 
ตรวจสอบข้อมูลสมาชิก

"น้ำ อัลฟัลฟ่า", “คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์”, อาหารอายุวัฒนะ   เรียบเรียงโดย : “ดร.สังสิทธิ์  ศรีสุคนธ์”    “พญ.ชุดา ศรีสุคนธ์”                    

-บทนำ
-อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์
-ความสำคัญของธาตุออกซิเจน
-ความสำคัญของธาตุแคลเซี่ยม
-วิธีธรรมชาติบำบัดของชาวฮันซา
-ความสำคัญของพืชผักสีเขียว
-ข้อจำกัดในการใช้คลอโรฟิลล์ธรรมชาติ
-ชนิดของคลอโรฟิลล์ที่ทางการแพทย์ยอมรับ
-การใช้คลอโรฟิลล์เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 
      1.ระบบเลือด 
      2.ระบบทางเดินอาหาร 
      3.บำรุงปาก ฟัน และระงับกลิ่นปาก 
      4.รักษาแผลต่างๆ 
      5.ระงับกลิ่น 
      6.ควบคุมความสมดุลของแคลเซี่ยม 
      7.โรคภูมิแพ้ 
      8.ยาบำรุงร่างกาย       


                                                 เรียบเรียงโดย : “ดร.สังสิทธิ์  ศรีสุคนธ์”
                                                                            “พญ.ชุดา ศรีสุคนธ์”

 

" บทนำ "


              บทความนี้เขียนขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขดูแลสุขภาพของมวลมนุษย์ทั้งหลายในปัจจุบันนี้ ซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นมลภาวะและเป็นอันตรายต่อสุขภาพอันเป็นผลพวงจากการใช้เทคโนโลยีที่เกินขอบเขตความสมดุลของธรรมชาตินักวิทยาศาสตร์พบว่าในสภาวะแวดล้อมอันเป็นธรรมชาติ มนุษย์เราควรมีอายุขัยเฉลี่ยปกติคือ 120 ปี แต่ทำไมมนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นชาวศิวิไลซ์ต่างก็มีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 60-70 ปี เท่านั้น และที่แน่นอนคือต่างเสียชีวิตภายหลังจากต้องทนทุกข์ทรมานด้วยโรคนานาชนิดนับตั้งแต่โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเลือด โรคอัลไซเมอร์ ฯลฯ ในขณะที่มนุษย์ที่อยู่ห่างไกลจากความศิวิไลซ์บางเผ่ามีอายุสั้นมากเพียงไม่ถึง 30 ปีก็เสียชีวิตแล้ว ซึ่งเราก็คาดเดากันได้ว่าเป็นมนุษย์พวกที่ขาดสารอาหาร แต่ทำไมมนุษย์หลายเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามภูเขากลับมีอายุยืนเกินร้อยปีโดยที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี เดินได้และทำงานได้ตามปกติ
    นับตั้งแต่อดีตกาลมา นักธรรมชาติบำบัดมีวิธีการดูแลสุขภาพด้วยการใช้อาหารเป็นยาโดยเฉพาะการใช้พืชผักสีเขียว หลังจากได้ศึกษาและวิจัยจึงได้ผลลัพธ์คือความสำคัญของสารคลอโรฟีลล์ในพืชสีเขียว ที่มีสูตรโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับ ฮีมในฮีโมโกบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดงในร่างกายมนุษย์
วิถีชีวิตของการมีสุขภาพที่ดี จะต้องเข้าใจถึงพื้นฐานของพฤติกรรมในการบริโภคอาหารและมนุษย์ต้องการสารคลอโรฟีลล์จากพืชสีเขียวมาใช้เป็นประโยชน์อย่างไร?และที่สำคัญคือคลอโรฟีลล์ชนิดใด.. ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ผลชัดเจนที่ทางการแพทย์ยอมรับ
 บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของชนิดอาหาร การหายใจ และส่วนของคลอโรฟีลล์ที่จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนช่วยส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถทำได้ง่ายและเห็นผลชัดเจน เนื่องจากมนุษย์เรายังขาดข่าวสารความรู้เกี่ยวกับเรื่องของคลอโรฟีลล์
         เรียบเรียงโดย : “ดร.  สังสิทธิ์ ศรีสุคนธ์”
                                      “พญ.ชุดา ศรีสุคนธ์”
to top]

 


“อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์”


           นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกหลายกลุ่ม ได้ประเมินอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ประมาณ 100-150 ปี โดยอาศัยหลักการต่างๆ กันดังนี้
 “นายแพทย์ ชาลี” คำนวณอายุขัยของมนุษย์ว่าอย่างน้อยต้อง 110 ปีสาเหตุหลักที่มนุษย์เราเสียชีวิตก่อนอายุขัย เนื่องมาจากการบริโภคเนื้อสัตว์ในปริมาณที่มากเกินความต้องการ ทำให้โปรตีนและไขมันจากเนื้อสัตว์บูดเน่าเสียในลำไส้ใหญ่ ไปเกาะตามผนังลำไส้ทำให้เกิดการอุดตัน และพิษจากเนื้อสัตว์ไหลย้อนกลับเข้าไปสู่กระแสเลือดแล้วแผ่กระจายไปทั่วร่างกายทำให้ร่างกายเกิดการเจ็บป่วย

 “นายแพทย์โธมัส การ์ดเนอร์” บอกว่าสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมมีอายุขัยเฉลี่ย อย่างน้อย 7 เท่าของอายุเมื่อเริ่มผสมพันธุ์ได้ ดังนั้นหากมนุษย์เราถ้าเริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ 15-16 ปี ควรมีอายุขัยอย่างต่ำ 105-112 ปี ต่อมาภายหลังพบว่า ข้อมูลได้เปลี่ยนเป็น 8 เท่าแล้ว อายุควรเป็น 120-128 ปี
 นายแพทย์จาวิสและคณะฯ  ศึกษาในสัตว์หลายชนิดพบว่ามีอายุขัยเฉลี่ยเป็น 5 เท่าของอายุเมื่อสัตว์นั้นเจริญวัยเต็มที่ ดังนั้นในมนุษย์ที่มีอายุเจริญวัยเต็มที่ประมาณ 20-25 ปี จึงควรมีอายุขัย 100-125 ปี
       “ดร.เฮฟลิค” คำนวณว่าเซลล์ไฟโบรบลาสท์ (Fibroblast) ของมนุษย์โดยเฉลี่ยแบ่งตัวได้ 50 ครั้ง แต่ละครั้งมีอายุนานประมาณ 2 ปีอายุของมนุษย์ควรยืนยาวอย่างน้อย 50 x 2 =100 ปี แต่แพทย์จีนคำนวณว่าเซลล์นี้แบ่งตัวได้ 75 ครั้ง อายุคนจึงควรยืนยาว 75 x 2=150 ปี

 ในความจริงที่ปรากฏให้เห็น มนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์มีอายุขัยแตกต่างกันออกไป แยกออกเป็นกลุ่มต่างๆ เรียงตามลำดับดังนี้
 กลุ่ม 1 ชนเผ่าที่มีอายุสั้นมาก เช่น
      “ชาวเอสกิโม” อยู่ในดินแดนน้ำแข็งแถบขั่วโลกเหนือ เผ่าพันธุ์ที่ไม่เคยบริโภคพืชผักผลไม้มาแต่กำเนิด เพราะพืชผักไม่สามารถเจริญเติบโตในน้ำแข็งได้ ชนชาวเอสกิโมบางกลุ่มเหล่านี้มีอายุขัยเฉลี่ยได้ 27 ปีครึ่ง


             ชาวเคอกีส์ ในประเทศรัสเซียตะวันออกก็เช่นเดียวกันคือ อยู่ในดินแดนน้ำแข็งซึ่งมีพืชผักเจริญเติบโตได้น้อยมาก มีอายุขัยเฉลี่ยระหว่าง 30-40 ปี
 มนุษย์ตองเหลืองหรือผีตองเหลือง ใช้ใบตองนุ่งห่มกาย เคยมีอยู่ในประเทศไทย แถบจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดน่าน เป็นมนุษย์บริโภคแต่เนื้อสัตว์ ไม่รับประทานพืชผักเลย มีอายุขัยประมาณ 30 ปี เมื่อประมาณ 20 ปี มานี้ทางราชการได้จับเด็กตองเหลืองทั้งหมดแล้วบังคับให้อยู่ภายในหมู่บ้าน ให้แต่งตัว เรียนหนังสือกลายเป็นคนเมืองไปในที่สุด ปัจจุบันจึงไม่มีมนุษย์ตองเหลืองอีกแล้ว
           กลุ่ม 2 ชนชาติที่มีอายุสั้น (37-58 ปี ) เช่น
                ประเทศ             ชาย           หญิง
                เซียร์รา ลีออน           37               41
               (Sierra Leone)
                มาลาวี                      43               47
               (Malawe)
               เบอร์กินา ฟาโซ           46               49
              (Burkina Faso)
                เยเมน                      50               50
                บังคลาเทศ                56               56
                อินเดีย                     57               58


         กลุ่ม 3 ประเทศที่มีอายุปานกลาง (62-79 ปี )  เช่น
             ประเทศ            ชาย           หญิง
                 ไทย                       62                 66
                 อิหร่าน                    67                 68
                  จีน                        67                 70
              เม็กซิโก                     68                 74
               อเมริกา                     72                 79
       

          กลุ่ม 4 ประเทศที่มีอายุยืน (74-83 ปี) เช่น
               ประเทศ             ชาย         หญิง
                 อังกฤษ                  74                79
                 สวีเดน                   76                81
              สวิสเซอร์แลนด์          76                83
                   ญี่ปุ่น                  77                83


           กลุ่ม 5 ชนชาติที่มีอายุยืนเกิน 100 ปี ส่วนใหญ่เป็นมนุษย์ภูเขา ( Mountain Peoples )  มีมากกว่า 10 เผ่าพันธุ์ ยกตัวอย่างเช่น
    “ชาวฮันซา” (“Hunza”) อาศัยอยู่ที่เชิงเขาหิมาลัยตอนเหนือของประเทศปากีสถานล้อมรอบด้วยอาณาเขตของประเทศจีนทางทิศตะวันออก และสหภาพโซเวียต (เดิม) ทางทิศเหนือ ชาวฮันซามีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 120 ปี และมีจำนวนมากที่มีอายุเกิน 130 ปี และ 140 ปี โดยมีร่างกายแข็งแรง เดินได้ ทำงานได้ คนสูงอายุชาวฮันซายังมีฟันแท้อยู่เต็มปาก ชาวฮันซาไม่เป็นโรคฟันผุเลย “ดร.เจย์ ฮอฟแมน” ได้สำรวจชาวฮันซามีประชากรกว่า 3 หมื่นคน ในปี ค.ศ 1961 และมีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณ 6 หมื่นคนในปีค.ศ 1982


    ใกล้ ๆ กับชาวฮันซาคือชาวนาเกอร์ (Nagir) มีประชากรสองหมื่นห้าพันคน (ค.ศ 1961) นอกจากนี้ยังมีเผ่าอื่นๆ เช่น อับกาเซียน (Abkhasian) วิลคาแบมบัน (Vilcabamban) กลุ่มนักบวชเทียนฉาน (Tian Shan) เซ้าท์อเมริกันอินเดียน (South American Indian ) ชาวเขาในประเทศเปรู และชาวเขาโอโตมิ ( Otomi ) เป็นต้น


           เดือนมีนาคม ค.ศ 1961 ได้มีการตีพิมพ์บทความชาวฮันซาลงในวรสารแพทย์  “Journal of the American Medical Association”..เรื่องชนชาวฮันซามีอายุยืนยาวเป็นปกติ 120 ปี และมีจำนวนมากที่มีอายุถึง 140 ปี สมาคมแพทย์อเมริกาได้ส่ง ดร.เจย์ มิลตัน ฮอฟแมน ให้ไป ทำการวิจัยชาวฮันซาจนได้รับรางวัลออสการ์ (Oscar Award) จากสมาคมแพทย์สหรัฐอเมริกาสาขาแพทยศาสตร์ดูแลผู้สูงอายุ ( National Geriatrics Society) เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ 1962 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี


             ต่อมาในเดือนสิงหาคม ค.ศ 1963 มีการประชุมแพทย์นานาชาติทั่วโลก สาขาวิทยาศาสตร์ในวัยชรา ( Gerontology ) ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค มีแพทย์เข้าประชุมกว่าหนึ่งพันคน มีรายงานวิจัยกว่า 500 เรื่อง และสรุปได้ว่ามนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ยที่ถูกต้องคือ 120 ปี และอาจอยู่ต่อไปได้ถึง 140 ปี หรือ 150 ปี โดยที่ร่างกายไม่ได้ทรุดโทรมหรือเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย (Not senile nor sick with diseases) นั่นคือ หมดลมหายใจไปเอง เพราะเป็นการเสียชีวิตเนื่องจากเซลล์หมดอายุขัยของมันเองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเสียชีวิตของชาวฮันซานั่นเอง
            ฉะนั้นกลุ่มมนุษย์อายุยืนที่สุดเกินร้อยปีโดยเฉพาะคือชาวฮันซา จึงเป็นตัวอย่างที่เราควรจำลองวิธีการดำเนินชีวิตตามในส่วนที่เราสามารถทำตามได้ใน 2 ประการ คือ การหายใจและพฤติกรรมในการบริโภคอาหาร
to top]

   
“ความสำคัญของธาตุออกซิเจน”


           เป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่าประชาชนชาวศิวิไลซ์ทั่วโลก เสียชีวิตอันดับหนึ่งด้วยโรคหัวใจ อันดับสองมะเร็ง อันดับสามโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด นอกจากนี้ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคกระดูกผุ ข้อต่อกระดูกอักเสบ แถมด้วยโรคเงือกและฟัน ในประเทศสหรัฐอเมริกาอันดับสี่ของการเสียชีวิตด้วยโรคอัลไซเมอร์ (โรคความจำเสื่อมชนิดหนึ่ง) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่ทุกข์ทรมานที่สุดในขณะนี้ โรคต่างๆ เหล่านี้ไม่ปรากฏให้เห็นในชาวฮันซา


    ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุประมาณ 30 ธาตุ เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้
 1.ออกซิเจน       65%          7.โปแทสเซี่ยม      0.35%
 2.คาร์บอน        18%           8.ซัลเฟอร์             0.025%
 3.ไฮโดรเจน     10%           9.โซเดียม             0.15%
 4.ไนโตรเจน      3%          10.คลอรีน               0.15%
 5.แคลเซี่ยม 1.5-2.2%      11.แมกนีเซี่ยม       0.05%
 6.ฟอสฟอรัส 0.8-1.2%      12.ฟลูออไรด์          0.004% ฯลฯ
 
         ธาตุที่สำคัญที่สุดคือธาตุออกซิเจน ร่างกายเรามีมากที่สุดถึง 65% เราได้ธาตุออกซิเจนจากสองทางคือ จากการหายใจและจากการบริโภคอาหาร เราหายใจเอาก๊าซออกซิเจนจากอากาศเข้าไปทำการฟอกเลือดที่ปอดเพื่อให้เลือดที่บริสุทธิ์ ตรงนี้สำคัญมาก คนจีนโบราณกล่าวกันว่า “เลือดบริสุทธิ์อายุยืนเกินร้อยปีและมีความสุข เลือดไม่บริสุทธิ์อายุสั้นและอยู่อย่างทุกข์ทรมาน” สมองจะขาดออกซิเจนได้ไม่เกิน 1 นาที สมองที่ขาดออกซิเจนแค่ 10-30 วินาทีจะเกิดอาการช็อก หากนาน 1-2 นาทีอาจเสียชีวิตได้ แต่ถ้าฟื้นขึ้นมาสมองนั้นจะไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติอีกต่อไป ก๊าซออกซิเจนจึงสำคัญที่สุด
 อีกทางหนึ่งคือการบริโภคอาหาร เรารับประทานอาหารเพราะต้องการธาตุต่างๆ ซึ่งธาตุออกซิเจนมีอยู่ทั่วไปในอาหารทุกชนิด ในน้ำดื่มมีธาตุออกซิเจนอยู่ 89% โดยน้ำหนัก
         ความจริงแล้วร่างกายเราไม่ได้ขาดแคลนธาตุออกซิเจนเลย แต่ที่เราป่วยกันมากในทุกวันนี้เป็นเพราะเราได้รับธาตุออกซิเจนที่ไม่บริสุทธิ์ ข้อนี้คือสาเหตุหลักของความจ็บป่วยเลยทีดียว สารพิษต่างๆ ที่ปะปนมาในอากาศและอาหารประกอบกับพฤติกรรมในการบริโภคที่เบี่ยงเบนไปจากธรรมชาติ จึงทำให้ร่างกายขาดความสมดุลมีผลทำให้เจ็บป่วยและเสียชีวิตก่อนอายุขัยที่แท้จริงหลายสิบปีเลยทีเดียว
to top]

    
      “ความสำคัญของธาตุแคลเซียม”

         มีธาตุแคลเซี่ยม 99% อยู่ในกระดูกและฟัน อีกประมาณ 1 % อยู่ในเลือด กระดูกมีความสำคัญอย่างมาก โพรงกระดูกตรงกลางภายในคือไขกระดูก (Bone Marrow ) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเนื้อกระดูก มีชิ้นกระดูกเล็กๆ เกาะเกี่ยวติดกันเหมือนเป็นฟองน้ำ ( Spongy Bone ) ทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของเกลือแร่ต่างๆ (Mineral Homeostasis ) ซึ่งสำคัญอย่างมาก ขอบนอกของกระดูก ( Cortical Bone ) หนาและแข็งทำหน้าที่เป็นโครงร่าง ( Skeleton, Framework ) ให้กล้ามเนื้อยึดเกาะ
          การขาดแคลเซี่ยมทำให้เป็นโรคกระดูกบางคือ กระดูกชิ้นเล็กๆ เหมือนฟองน้ำและขอบนอกของกระดูกบางลง นานไปจะเกิดมีโพรงช่องว่างขยายขนาดขึ้นเป็นโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis ) มีผลทำให้กระดูกเปราะและหักได้ง่าย คนไทยสูงอายุไปโรงพยาบาลสาเหตุอันดับสองคืออุบัติเหตุหกล้มกระดูกหัก และโรคข้อต่อกระดูก (อันดับหนึ่งคือโรคเกี่ยวกับนัยน์ตา) คนสูงอายุมีปัญหาเกี่ยวกับการเดินเป็นส่วนมากหากเมื่อเดินไม่ได้จะเสียชีวิตเร็วขึ้น
           นอกจากนี้การขาดแคลเซี่ยมยังทำให้ระบบอื่นๆ ทำงานบกพร่อง เช่น การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ การสร้างสารถ่ายทอดสัญญาณของเซลล์ประสาทคือ สารอะซิติล โคลีน การกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิด เช่น ไลเปสจากตับอ่อน การกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน เช่น จากต่อมหมวกไต และการแข็งตัวของเลือดเมื่อเกิดบาดแผล เป็นต้น
 

 ในประเทศไทยพบว่าอาหารที่รับประทานในแต่ละวันมีธาตุแคลเซี่ยมเฉลี่ย 360-400 มิลลิกรัม
  ความต้องการแคลเซี่ยมต่อวันของคนไทยมีดังนี้
    เด็ก       600-800           มิลลิกรัม
  วัยรุ่น       1000-1200       มิลลิกรัม
  ผู้ใหญ่     800-1000         มิลลิกรัม
  สตรีวัยหมดประจำเดือน 1200-1400       มิลลิกรัม
 จะเห็นได้ว่าคนไทยขาดแคลเซี่ยมทุกระดับอายุคือขาดแคลนเซี่ยมกันทุกคน
     

              รัฐบาลอเมริกาแนะนำให้ประชาชนรับประทานแคลเซี่ยมเสริมวันละ 1500 มิลลิกรัม แต่มหาลัยแคลิฟอร์เนียบอกว่าต้องเสริมแคลเซี่ยมวันละ 1400 มิลลิกรัม จึงเหมาะสมกว่า เพราะผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์มากร่างกายจะดูดซึมแคลเซี่ยมไปใช้ได้
 แค่ 20-30 % เท่านั้น การรับประทานเนื้อสัตว์ที่มากเกินไปทำให้เสียภาวการณ์สมดุลของแคลเซี่ยม ประชากรของโลกทั้งหมดจึงขาดแคลเซี่ยม แคลเซี่ยมในเลือดต้องเป็นปกติร่างกายจึงจะทำงานได้ดี เลืดจึงมีขบวนการไปดูดแคลเซี่ยม ให้ออกมาจากกระดูก มนุษย์เรามีกระดูกทั้ง 208 ชิ้น จึงขาดแคลเซี่ยมโดยเฉพาะกระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครง และกระดูกข้อมือ คนอายุ 45 ปีขึ้นไป จะเริ่มมีอาการปวดหลัง 2-3 วัน และเป็นๆ หายๆ ไปเรื่อยๆ นั่นคืออาการกระดูกสันหลังยุบตัวภายใน ทำให้ความสูงของร่างกายหดตัวประมาณ 1-2 มิลลิเมตรต่อปีต่อไปจะมีอาการหลังโก่ง หลังโค้ง คนไทยสูงอายุส่วนมาก กระดูกสันหลังเสียกันเป็นส่วนใหญ่ เวลานอนต้องนอนตะแคงข้างเพราะนอนงายไม่ได้ ฟันในปากก็หลุดร่วงหมด การเสริมอาหารด้วยแคลเซี่ยมอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอต่อร่างกายเพราะขาดความสมดุลของแคลเซี่ยม ที่มีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมที่บริโภคเนื้อสัตว์เกินขนาดนี่เอง
               ธาตุคาร์บอนและไนโตรเจน แม้จะมีปริมาณมากในส่วนประกอบของร่างกายแต่ร่างกายก็ไม่เคยขาดแคลน นอกจากนี้ธาตุอื่นๆ ยังพบในอาหารทั่วไปความสมดุลของธาตุทั้งหลายที่กบพร่องไปนั้น มีสาเหตุหลักจาการบริโภคเนื้อสัตว์จนล้นเกินปริมาณที่เหมาะสม ยกตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์ในท้องตลาดทุกวันมีธาตุฟอสฟอรัสมากเป็น 8-20 เท่าของแคลเซี่ยม ฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับแคลเซี่ยมในอัตราส่วนที่เหมาะสม (คือฟอสฟอรัส 1 ส่วน ต่อแคลเซี่ยม 2 ส่วน)เป็นองค์ประกอบของกระดูก หากร่างกายได้รับฟอสฟอรัสมากเกินไปทำให้กระดูกต้องปล่อยแคลเซี่ยมออกมาจับกับฟอสฟอรัส ผลกลายเป็นว่าร่างกายเราต้องสูญเสียแคลเซี่ยมจากกระดูกไปนี่คือการขาดความสมดุลขั้นต้น ขั้นต่อไปเมื่อร่างกายเสริมอาหารด้วยแคลเซี่ยม จะมีผลทำให้ขาดความสมดุลของธาตุสังกะสีเมื่อเสริมด้วยธาตุสังกะสีก็จะขาดความสมดุลของธาตุทองแดง ดังนี้เป็นต้น
 วิธีการแก้ไขอย่างง่ายคือ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงในอัตราส่วนที่เหมาะสมเท่านั้นเอง..เป็นวิธีการของชาวฮันซา

to top]

    “วิธีธรรมชาติบำบัดของชาวฮันซา”


        ชาวฮันซาไม่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก
            ทำไมชาวฮันซาไม่บริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลัก คำตอบคือไม่มีเนื้อสัตว์ในดินแดนฮันซานั่นเอง ชาวฮันซามีโอกาสรับประทานเนื้อแพะภูเขาเพียงปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น ซึ่งจะมีงานประจำปี เช่น มีงานสมรสหมู่ปีละ 1 ครั้ง ทั้งนี้เพราะไม่มีต้นหญ้าเพียงพอที่จะเลี่ยงสัตว์ได้ การเลี้ยงสัตว์เป็นอาหารจึงมีข้อจำกัดมาก ต้องได้รับอนุญาตเป็นเฉพาะรายเท่านั้น แม้แต่การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเช่น สุนัข และแมว
             ปัจจุบันคนไทยบริโภคเนื้อสัตว์เป็นอาหารหลักตามแบบชาวตะวันตกมาประมาณ 60 ปีแล้ว ตำราแพทย์รุ่นนี้เขาสอนให้รับประทานเนื้อ นม ไข่ ซึ่งไม่ผิดอะไรเพราะเป็นประโยชน์ แต่ที่มาพลาดคือ เป็นเนื้อ นม ไข่ ที่เป็นแบบธุรกิจไม่เป็นธรรมชาติ แต่เป็นสัตว์ที่ถูกขังและขุนด้วยสารเคมี ด้วยจุดประสงค์คือรับประทานอร่อยได้น้ำหนัก เจ้าของธุรกิจต่างพากันร่ำรวย แต่ผู้บริโภคกลับล้มป่วยและอายุสั้นเพราะสารพิษเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น.
   ประเภท                         ชนิดของสารเคมี
 วัวเลี้ยงด้วย                      สารดีอีเอส (DES) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง         ยาปฏิชีวนะ
 หมูเลี้ยงด้วย                     เลนดอน ซัลบูทามอล                                   ยาปฏิชีวนะ
 ไก่เลี้ยงด้วย                      ฮอร์โมน (ฝังหัวไก่)                                      ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ


               เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูบางราย เลี้ยงหมูตามธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลย ปรากฏว่าเนื้อหมูมีสีไม่แดงพอ เอเย่นต์ไม่รับซื้อบอกว่าเนื้อต้องแดงชัดดีเหมือนรายอื่นที่เขาเลี้ยงด้วยสารเคมี
              เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูหลายแห่งก่อนจะชำแหละหมู 2-3 วัน จะเติมสารฟอร์มาลีนซึ่งเป็นยาดองศพลงไปในอาหารหมูด้วย หลังจากหมูถูกชำแหละแล้วเนื้อหมูจะอยู่ได้นานหลายวันโดยไม่เน่าเสีย
               ในอดีตยังไม่มีตู้เย็น แม่บ้านจะไปจ่ายตลาดวันละ 2 ครั้ง เช้า 1 ครั้งและบ่ายๆ อีก 1 ครั้ง อาหารทุกอย่างเป็นธรรมชาติหมด เนื้อสัตว์ที่ชำแหละแล้วจะใช้เวลา 1-4 ชั่งโมงกว่าจะถึงมือผู้ซื้อ หลังจากซื้อมาแล้วจึงเก็บได้ไม่นานเกิน 3-4 ชั่วโมงจะเริ่มมีกลิ่นเหม็น
 แต่ทุกวันนี้เนื้อสัตว์ทั้งหลายนอกจากจะเลี้ยงผิดธรรมชาติแล้ว ยังมีการเติมสารเคมีนานาชนิดเพื่อให้เนื้อนุ่มอร่อยและเก็บได้นาน ผลคือเป็นพิษร้ายที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน
            ร่างกายต้องโปรตีนวันละ 0.6-0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ดูจากตารางข้างล่างนี้:
    น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)   โปรตีน (กรัม)
                                         24-32
                                         26-36
                                         30-40
                                         32-44
                                         36-48
                                         39-52
                                         42-56

             จะเห็นได้ว่าร่างกายต้องการโปรตีนวันละประมาณ 30-50 กรัมเท่านั้น
 อาหารธัญพืชและผักผลไม้ให้โปรตีนวันละ 20-50 กรัม ผู้ที่รู้จักเลือกจะไม่ขาดโปรตีนเลย ชาวฮันซารับประทานเนื้อสัตว์ปีละครั้งสองครั้ง จึงไม่ได้ขาดโปรตีนแต่ประการใด


 โปรตีนส่วนเกินจากเนื้อสัตว์ทำให้เกิดเป็นพิษในร่างกาย 2 ประการ
            1.ไตต้องทำงานหนักเกินกำลัง เพื่อสกัดธาตุไนโตรเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของโปรตีนออกทางปัสสาวะ นั่นคือไตต้องทำงานหนักเป็น  2-4 เท่า เพราะทุกวันนี้มนุษย์เราบริโภคโปรตีนมากเกินความต้องการของร่างกาย
            2.เศษโปรตีนรวมกับไขมันส่วนเกิน ทำให้เป็นพิษและยังไปอุดท่อลำไส้ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ พิษจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสเลือดไปทั่วร่างกาย เวลาผ่านไปหลายๆ ปี ท่อลำไส้ใหญ่จะถูกอุดจนเกือบตันด้วยเศษอาหารที่เน่าขังเหล่านี้ทำให้อายุสั้นลง คนสูงอายุจะรู้สึกได้ เพราะมื้อไหนรับประทานอาหารที่มีเนื้อสัตว์มากจะรู้สึกไม่สบายทันที บางรายอาจจะป่วยไปเลยทีเดียว
 จะให้เลิกบริโภคเนื้อสัตว์คงไม่เหมาะสม วิธีทำได้ง่ายๆคือให้ลดการบริโภคของเนื้อสัตว์ลงครึ่งหนึ่ง พยายามลดลงไปเรื่อยๆ จนเหลือเนื้อสัตว์วันละ 1 ขีดในผู้ใหญ่ส่วนในเด็กวัยรุ่นวันละขีดครึ่ง ผู้ใหญ่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไป ควรเลิกบริโภคเนื้อสัตว์ยกเว้นแต่เนื้อปลารับประทานได้พอควร
 อย่าลืมว่าชาวตะวันตกมีข้อผิดพลาดมาแล้ว เช่น ใช้ก๊าซฟรีออนและคลอโรฟลู-ออโรคาร์บอนในตู้เย็นและแอร์รถยนต์มาหลายสิบปี กว่าจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นสารพิษเมืองไทยเพิ่งสั่งเลิกใช้ไปเมื่อ 2-3 ปี มานี้เอง ขณะเดียวกันคนแถบตะวันตกเองก็กำลังตื่นตัวในการรณรงค์รับประทานอาหารจากธรรมชาติ เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยงด้วยสารเคมีและไม่มีสารกันบูด พืชผักที่ปลอดสารพิษที่เรียกว่า ผักออร์แกนนิค เป็นต้น


          ชาวฮันซาบริโภคพืชผักผลไม้เป็นอาหารหลักโดยเฉพาะผักสด
                  เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะว่าไม่มีเนื้อสัตว์จะรับประทานกันนั่นเองเลยกลายเป็นความเคราะห์ดีโดยไม่รู้ตัว
 ชาวฮันซารับประทานพืชผักผลไม้วันละกว่าหนึ่งกิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นของสดทั้งสิ้น ชาวฮันซาไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีน้ำมันชื้อเพลิง ไม่มีเตาแก๊ส แม้แต่น้ำมันก๊าซและเทียนไขก็เป็นของต้องห้ามในดินแดนฮันซา การหุงหาอาหารจะทำเท่าที่จำป็นเพราะเชื้อเพลิงคือไม่ฟืนเป็นของหายาก ไม่มีพื้นที่เพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวจ้าวข้าวเหนียวได้ แต่มีข้าวสาลีเอามาทำขนมปังได้ไม่มากนัก และนำนมแพะเอามาทำเป็นโยเกิร์ต
                 การบริโภคอาหารพืชผักผลไม้สด มีผลทำให้ชาวฮันซาถ่ายอุจจาระเฉลี่ยวันละ 3-4 ครั้ง เป็นการล้างพิษทางธรรมชาติที่ดีมาก
 ความสำคัญของพืชผักผลไม้มีมากมาย กล่าวคือมนุษย์ที่มีอายุยืนเกินร้อยปี โดยมีสุขภาพแข็งแรงอย่างชาวฮันซา ล้วนแต่บริโภคพืชผักผลไม้เป็นอาหารหลักมาตลอดหลายชั่วอายุคน

to top]

    “ความสำคัญของพืชผักสีเขียว”


              นับแต่โบราณกาล พืชสีเขียวคืออาหารของมนุษย์และสัตว์ สัตว์ที่ป่วย เช่น สุนัข และแมวจะไม่บริโภคอาหารชนิดอื่นนอกจากพืชสีเขียว อาการป่วยจะหายไปเองภายในวันสองวัน ในประเทศแถบตะวันออกลาง ยุโรป และแถบทะเลเมดิเตอร์-เรเนียน มีการเลี้ยงพวกปศุสัตว์ด้วยหญ้าสีเขียวที่เรียกว่า “อัล-ฟาสฟาซ่าห์ ( Al-Fasfasha)” ซึ่งต่อมาชาวสเปนเรียกเพี้ยนเป็น “อัลฟัลฟ่า (Alfalfa)” ม้าที่ป่วยด้วยโรคผิวหนังมีบาดแผลเรื้อรังเน่าเหม็นรักษาไม่หาย เมื่อปล่อยให้เป็นอิสระก็เข้าไปในป่าหากินตามยถากรรม ปรากฏว่าม้าที่บริโภคหญ้าอัลฟัลฟ่าเป็นจำนวนมากหายจากการเจ็บป่วยได้ ทำให้มนุษย์เริ่มเรียนรู้จากสัตว์ ผู้ป่วยที่รักษาไม่หายจึงทดลองรับประทานพืชสีเขียวมากๆ ตลอดจนคั่นน้ำของพืชสีเขียวทั้งหลาย เช่น ผักขม (Spanich) ผักเนทเติลส์ (Nittles) และอัลฟัลฟ่า (Alfalfa) จึงพบว่าเมื่อดื่มน้ำผักมากๆ วันละ 3-4 ลิตร (ผสมในน้ำดื่ม) หรือพยายามรับประทานผักสดให้ได้วันละ 1 กิโลกรัมขึ้นไป สามารถรักษาความเจ็บป่วยได้หลายชนิด พืชผักสีเขียวจึงใช้เป็นยารักษาโรคมาตั้งแต่สมันโบราณ
             พลังของพืชสีเขียวคือพลังจากแสงอาทิตย์ มนุษย์และสัตว์ที่หายใจด้วยก๊าซออกซิเจนจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้หากขาดพลังงานจากแสงอาทิตย์
 พลังงานจากแสงอาทิตย์ทำให้พืชสามารถสร้างอาหารได้ โดยการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ซึ่งอาศัยสารสีหลายชนิดในพืชเองที่มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันโดยเฉพาะสารคลอโรฟีลล์ (Chlorophyll) ที่มีสีเขียว ซึ่งมีรากศัพย์มาจากคำว่า คลอรอส (Chloros) แปลว่าสีเขียว และฟีลลัม (Phyllum) แปลว่าใบไม้
 ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ได้พบความลับของขบวนการทางเคมี เมื่อ “ดร.ริชาร์ด วิลสเตตเตอร์” จากประเทศออสเตรีย ได้วิจัยพบสูตรโครงสร้างทางเคมีของคลอโรฟีลล์ที่ประกอบด้วยแมกนีเซี่ยมหนึ่งอะตอมตรงกลาง ล้อมรอบด้วยกลุ่มของคาร์บอน โฮโดรเจน ออกซิเจนและไนโตรเจน ทำให้ ดร.ริชาร์ด วิลสเตตเตอร์ ได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ 1915 ต่อมาในปี ค.ศ 1930 ดร.ฮันซ์ ฟิชเช่อร์ ได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบสูตรโครงสร้างทางเคมีของฮีม ซึ่งเป็นส่วนประกอบของ ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง


 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดของคลอโรฟีลล์และฮีโมโกลบิน ดังต่อไปนี้
 1.พืชสีเขียวไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้เมื่อขาดคลอโรฟีลล์ และในทำนองเดียวกันมนุษย์ไม่อาจดำรงชีพต่อไปได้ถ้าขาดฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง
 2.ฮีโมโกลบินทำหน้าที่รับเอาก๊าซออกซิเจนจากอากาศไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้ว จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปสู่อากาศภายหลังจากการใช้แล้ว คลอโรฟีลล์ทำหน้าที่รับเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศไปเลี้ยงเซลล์ โดยสร้างเป็นคาร์โปไฮเดรทและปล่อยก๊าซออกซิเจนออกไปสู่อากาศ
 3.โครงสร้างทางเคมีของคลอโรฟีลล์และฮีม (ฮีมิน) ในฮีโมโกลบินเหมือนกันทุกประการ ยกเว้นตรงกลางซึ่งคลอโรฟีลล์มี 1 อะตอมของธาตุแมกนีเซี่ยมส่วนฮีโมโกลบินเป็น 1 อะตอมของธาตุเหล็ก


 โครงสร้างคลอโรฟีลล์มีธาตุแมกนีเซี่ยมทำให้พืชมีสีเขียว โครงสร้างของฮีมในฮีโมโกลบินมีธาตุเหล็กทำให้เลือดคนมีสีแดง

 

               ความคล้ายคลึงกันอย่างมากในโครงสร้างของคลอโรฟิลล์กับฮีโมโกลบิน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ให้หาทางนำวิธีการใช้คลอโรฟีลล์ในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำประโยชน์ส่วนที่ดีที่สุดของคลอโรฟิลล์มาใช้บำรุงสุขภาพโดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเลือด
              ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ ในสมัยโบราณแพทย์ทำการรักษาโรคโดยใช้รังสีของแสง และพบว่าแสงสีม่วงรักษาโรคได้ดีมาก และในปัจจุบันแพทย์ส่วนหนึ่งยังคงใช้วิธีการนี้อยู่
                คลอโรฟีลล์ดูดเอารังสีของดวงอาทิตย์ได้มากถึง 2 กลุ่มช่วงคลื่นด้วยกัน กลุ่มแรกมี 2 คลื่น คือคลื่นแสงสีม่วง 390-430 มิลลิไมครอน และคลื่นแสงสีน้ำเงิน 430-470 มิลลิไมครอน อีกหนึ่งช่วงคลื่นคือแสงสีแดง 650-760 มิลลิไมครอน ซึ่งคลอโรฟีลล์สามารถดูดเอามาใช้ได้ดีพอสมควร เรารู้กันว่าสีน้ำเงินรวมกับสีแดงคือสีม่วงนั่นเองรวมความแล้วกลุ่มสีของแสงอาทิตย์ที่มีพลังในการรักษาโรคได้ดีนั้น คลอโรฟีลล์จึงรับพลังเหล่านี้ไว้ได้เป็นจำนวนมาก ผู้ที่นำเอาคลอโรฟีลล์ไปใช้ได้ถูกต้องตามวิธีการก็ย่อมจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่
                จะเห็นได้ว่าโดยพื้นฐานของสุขภาพ มนุษย์ควรจะบริโภคพืชสีเขียวมากๆ เพื่อนำคลอโรฟีลล์มาเสริมฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด ดังคำกล่าวที่ว่า “เลือดพืชมีสีเขียวเลือดมนุษย์มีสีแดง มนุษย์จะมีสุขภาพที่ดีได้เลือดจะต้องไม่มีพิษ” นั่นคือ....“จงล้างพิษด้วยพืชสีเขียว”

to top]


    “ข้อจำกัดในการใช้คลอโรฟีลล์ธรรมชาติ”


         การบริโภคพืชผักโดยตรงนั้น เช่น ในผู้ป่วยโรคโลหิตจาง (Anemia) จะต้องบริโภคพืชผักสดสีเขียววันละกว่า 1 กิโลกรัม ถ้าคั่นเป็นน้ำผักจะต้องดื่มวันละ 3-4 ลิตร ติดต่อกันนานประมาณ 3-4 อาทิตย์ ขึ้นไปจึงจะได้ผล วิธีธรรมชาตแบบนี้คนทั่วไปปฏิบัติได้ไม่สดวกนัก แค่ดื่มน้ำบริสุทธิ์วันละลิตรครึ่งถึง 2 ลิตร (6-8แก้ว) ก็ยังทำกันไม่ค่อยจะได้กันอยู่แล้ว
           ในการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงดี “ดร.แคทลีน โวเตกี” ผู้อำนวยการสถาบันอาหารแห่งชาติสหรัฐอเมริกาแนะนำให้บริโภคพืชผักสดวันละ 500 กรัมเป็นอย่างน้อย
       “คลอโรฟีลล์เป็นสารที่ไม่ละลายในน้ำ” และพบว่าคลอโรฟีลล์ที่มีในเซลล์พืชจะถูกปิดกั้นด้วยผนังเมมเบรนพิเศษ ซึ่งระบบการย่อยอาหารของร่างกายเราไม่สามารถบดย่อยเพื่อให้ได้สารคลอโรฟีลล์เพียงพอกับความต้องการ นอกจากจะบริโภคพืชผักในปริมาณที่สูงมาก
 คลอโรฟีลล์จะละลายในสารอินทรีย์บางชนิดและในน้ำมัน คลอโรฟีลล์ละลายในน้ำมัน (Oil Soluble) ในทางการแพทย์พบว่า หากใช้มากเกินไปจะเกิดผลข้างเคียงอื่นๆ จึงต้องระมัดระวังในการใช้โดยเฉพาะในเด็กและสตรีมีครรภ์ และยังพบว่าคลอโรฟีลล์ที่ละลายในน้ำมันไม่สามารถเพิ่มความเข้มข้นมากๆ จนถึงขีดความบริสุทธิ์ 95% หรือสูงกว่านี้ได้
              ในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ปี ค.ศ 1917 นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้ค้นพบว่าสาหร่ายคลอเรลล่ามีสารโปรตีนสูง และมีกรดอะมิโนชนิดจำเป็นต่อร่างกายครบทุกตัว แต่ร่างกายมนุษย์ไม่มีน้ำย่อยที่จะสามารถย่อยเปลือกเซลล์ของสาหร่ายชนิดนี้ได้ นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้พยายามค้นคว้าและวิจัยติดต่อกันมาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพิ่งจะมาประสบความสำเร็จโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นในปี ค.ศ 1970 นี่เอง
               คลอโรฟีลล์ก็เช่นกัน ทางการแพทย์ได้สกัดคลอโรฟีลล์มาใช้เป็นประโยชน์ได้ในระยะต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง เช่น บริษัท ไรส์สแตน (Rystan Company) ได้ผลิตคลอโรฟีลล์บริสุทธิ์มาใช้ในวงการแพทย์ โดยอาศัยหลักการที่อะตอมของแมกนีเซี่ยมในคลอโรฟิลล์ซึ่งทำให้คลอโรฟีลล์ไม่ละลายในน้ำ เมื่อทำปฏิกิริยาแทนที่ด้วยโลหะอินทรีย์คือโซเดียมหรือทองแดงแล้วจะได้คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ที่ละลายในน้ำได้ คลอโรฟีลล์ชนิดที่ละลายในน้ำจะถูกดูดซึมได้ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก
 ส่วนต้น จึงเข้าสู่กระแสโลหิตได้อย่างรวดเร็วเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที แต่คลอโรฟีลล์ที่ละลายในน้ำมันจะถูกดูดซึมในลำไส้เล็กส่วนปลาย คือ ไอเลี่ยม (Ileum) ทำให้ได้รับคลอโรฟิลล์ปริมาณน้อยเข้าสู่กระแสโลหิต เพราะก่อนจะถึงส่วนของลำไส้เล็กส่วนปลาย คลอโรฟีลล์บางส่วนจะสูญเสียไปจาการทำปฏิกิริยากับน้ำย่อยต่างๆ ในทางเดินอาหาร อีกประการหนึ่งคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ในกรณีที่ร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกขับทิ้งไปทางระบบขับถ่ายโดยไม่สะสมไว้ภายในร่างกาย ผิดกับคลอโรฟีลล์ที่ละลายในน้ำมันจะถูกสะสมไว้ที่ตับ ซึ่งในระยะเวาลาหนึ่งอาจเกิดอันตรายต่อตับได้ แต่การใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ทำได้ในวงจำกัดเพราะต้นทุนในการผลิตสูง พืชสีเขียวจัด 3 ชนิดที่มีคลอโรฟีลล์มาก ได้แก่ ผักขม เนทเติลส์ และอัลฟัลฟ่า พบว่าใบผักสด (Fresh Leaves) 1 กิโลกรัม สกัดคลอโรฟีลล์ได้ 7.5 กรัม ส่วนสาหร่ายสไปรูไลนา 1 กิโลกรัม มีคลอโรฟีลล์ 7.5 มิลลิกรัม
              ในปัจจุบันมนุษย์ได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิตคลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ได้ผลดีและสะดวกคือสกัดจากพืชอัลฟัลฟ่า ซึ่งอัลฟัลฟ่าที่มีดอกสีม่วงจะให้คลอโรฟีลล์มีคุณภาพดีที่สุด โดยใช้วิธีการเทคนิคเฉพาะอย่างน้อย 15 ขั้นตอน ซึ่งได้ผลผลิตที่ดีคือใบสดของอัลฟัลฟ่า 1 กิโลกรัม ได้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 2.25 กรัม

to top]

“ชนิดของคลอโรฟีลล์ที่ทางการแพทย์ยอมรับ”


             คลอโรฟีลล์ที่ทางการแพทย์ยอมรับคือคลอโรฟีลล์ที่บริสุทธิ์ต้องมีสารคลอโรฟีลล์ อย่างน้อย 95% นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองจนในที่สุดพบว่า มันคือคลอโรฟีลล์ ชนิดที่ละลายในน้ำ (Water Soluble Chlorophyll) ซึ่งคลอโรฟีลล์โดยตัวของมันเอง..ไม่ละลายในน้ำ
 ด้วยกระบวนการเทคนิคพิเศษอย่างน้อย 15 ขั้นตอนนี้ สามารถทำให้คลอโรฟีลล์ละลายในน้ำได้ ทางการแพทย์ได้ทำการวิจัยคลอโรฟีลล์ชนิดที่ละลายในน้ำกันอย่างกว้างขวางและมากมายเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ (Medicinal Use) โดยเฉพาะกลุ่มนักวิจัยส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยเทมเปิล ประเทศสหรัฐ นำทีมโดย

“นายแพทย์ลอเรนซ์ สมิท” ซึ่งเป็ยศาสตราจารย์นายแพทย์สาขาพยาธิวิทยา ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญของคลอโรฟิลล์ชนิดละลายในน้ำดังนี้
 1.เป็นสารบริสุทธิ์ควรเลือกใช้ทางคลินิก (Water soluble derivatives are purified and much preferable in clinical use )
 2.ผลของการใช้นุ่มนวลและไม่มีอาการระคายเคือง (Bland and non-irritating)
 3.จากการทดลองในมนุษย์และสัตว์ในวิธีการของแพทย์ รวมทั้งการฉีดเข้าใต้ผิวหนังและฉีดเข้าเส้นเลือดดำ ไม่ปรากฏอาการของพิษใดๆ ( Total absence of toxic effects)
 มีการทดลองฉีดคลอโรฟีลล์เข้าไปในหนู 3,000 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวหนู 1 กิโลกรัม ผลปรากฏว่าไม่มีอาการข้างเคียงแต่อย่างใด หนังสือบางเล่มรายงานว่าไม่มีขนาดสูงสุด (Maximum Dose) ที่ใช้กับมนุษย์แล้วจะเกิดอันตราย การทดลองกับร่างกายของมนุษย์ตามกฏหมายไม่สามารถจะกระทำได้ แต่จากการบันทึกในการใช้คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์เป็นเสริมอาหารรักษาโรค พบว่าผู้ป่วยรับประทานถึงวันละ 900 มิลลิกรัม ก็ไม่ปรากฏว่ามีอาการข้างเคียงแต่อย่างใด


“คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ทางการแพทย์ได้วิจัยสรุปผลดังนี้”
“ดร.เรดพาธและคณะฯ” รายงานผลที่น่าพอใจในการใช้คลอโรฟีลล์รักษาผู้ป่วยจากโรคทางเดินหายใจ 1,000 ราย
“มหาวิทยาลัยโลโยล่า” ประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มทันตแพทย์รักษาผู้ป่วยกว่า 1,700 ราย พบว่าคลอโรฟีลล์สามารถยัยยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปาก
“ดร.เคปฮาร์” รายงานผลการใช้คลอโรฟีลล์รักษาผู้ป่วยเป็นโรคโลหิตจาง พบว่าได้ผลดีในผู้ป่วยที่ไม่ขาดธาตุเหล็กและธาตุทองแดง
“ทันตแพทย์โกลด์เบิร์ก” ใช้คลอโรฟีลล์รักษาผู้ป่วย 300 รายที่เหงือกเป็นหนองเลือดออกตามไรฟันและฟันโยก ปรากฏว่าได้ผลดีมาก
ในโรงพยาบาลทหาร “ดร.โบเวอร์ส” ใช้คลอโรฟีลล์ทาแผล ปรากฏว่ากลิ่นเหม็นเน่าของแผลลดลง และอาการอักเสบดีขึ้นจนกระทั้งหายไป
“ดร.มอร์แกน” ใช้ขี้ผึ้งคลอโรฟีลล์รักษาแผลไฟไหม้ได้ผลดี
“ดร.ฟอลล็อค” ได้เปรียบเทียบในการรัดษาแผลกดทับ (Bedsore) ด้วยยาหลายชนิดพบว่าคลอโรฟีลล์ได้ผลดีที่สุด
“ดร.เบอร์กี้” รายงานว่าคลอโรฟิลล์ช่วยรักษาโรคโลหิตจางได้หลายชนิด ทำให้หัวใจทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น ช่วยลดความดันสูง และกระตุ้นทางเดินอาหารให้ทำงานดีขึ้น
“ดร.แครนซ์” วิจัยพบว่าคลอโรฟีลล์บรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบได้ดี และจากรายงานของ ดร.ซามูเอล ในคนไข้ที่มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร 36 ราย ปรากฏว่าทุกรายมีอาการดีและหายภายใน 12-22 วัน
ค.ศ 1980 มีรายงานในผู้ป่วยด้วยโรคตับอักเสบเรื้อรังจำนวน 34 ราย โดยการฉีดคลอโรฟีลล์เข้าเส้นเลือดปรากฏว่าได้ผลดี 23 ราย
“ดร. โยชิดาและคณะฯ” พบว่าคลอโรฟีลล์บรรเทาอาการของโรคตับอ่อนอักเสบและมีรายงานวิจัยอีกหลายคณะในประเทศญี่ปุ่น ในการใช้คลอโรฟิลล์รักษาโรคตับอ่อนอักเสบ
ดร.เบอร์กี้ พิมพ์หนังสือชื่อ “Chlorophyll as a pharmaceutical” กล่าวถึงการใช้คลอโรฟีลล์ได้ผลดีในผู้ป่วย 112 รายที่ป่วยด้วยโรคความดันสูง และหลอดเลือดแข็งตัว
“ดร.แอนเจโล” ศึกษาในคนไข้ 50 รายที่ป่วยด้วยโรคความดันสูง พบว่าคลอโรฟิลล์ ช่วยลดความดันได้ดี และอาการทั่วไปดีขึ้น
มีรายงานวิจัยอีกมากมายที่ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ในการรักษาโรคลำไส้อักเสบและอื่นๆ ตลอดจนการใช้คลอโรฟิลล์รักษาสุนัขที่ป่วยด้วยโรคผิวหนัง และกลิ่นตัวแรงนับเป็นจำนวนกว่าหมื่นตัว
           ในอดีตทางการแพทย์ได้ใชคลอโรฟิลล์ชนิดที่ละลายในน้ำ (Water Soluble Chlorophyll) รักษาผู้ป่วยแต่การใช้ไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก เพราะต้นทุนการผลิตยังมีราคาแพงมาก ต่ในปัจจุบันคลอโรฟีลล์บริสุทธิ์มีราคาถูกลง และใช้กันทั่วไปในกลุ่มแพทย์ธรรมชาติบำบัด

to top]

“การใช้คลอโรฟีลล์เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”
           

             "น้ำ อัลฟัลฟ่า" ในปัจจุบันตลาดเสริมอาหารในอเมริกา ยุโรป และบางประเทศในแถบเอเชียมีคลอโรฟีลล์บริสุทธ์ คือ ชนิดที่ละลายในน้ำ ที่สามารถซื้อหามาได้ในราคาพอสมควรซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ที่ไม่สารมารถจะรับประทานพืชผักได้วันละกว่าหนึ่งกิโลกรัมอย่างชาวฮันซา หรือแม้แต่พืชผักสดผลไม้สดวันละอย่างน้อย 500 กรัม ตามที่ ดร.โวเตกี ได้แนะนำไว้ ซึ่งคนทั่วไปคงจะปฏิบัติตามได้ยาก ฉะนั้นคลอโรฟิลล์ บริสุทธิ์คือยอดของสารอาหารที่สกัดมาจากพืชผักสีเขียว จึงช่วยส่งเสริมบำรุงสุขภาพของเราให้ดีขึ้นได้ดังต่อไปนี้

to top]

    1. “ระบบเลือด”


           "คลอโรฟีลล์" ทำหน้าที่บำรุงเลือด ล้างพิษและทำลายอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ในเม็ดเลือด ทำให้เลือดทำงานอย่งประสิทธิภาพ สามารถวัดและเห็นผลได้อย่างชัดเจน อธิบายได้ดังต่อไปนี้
 เมื่อเจาะเลือดมาขยายดูในกล้องจุลทรรศน์ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงจะพบว่าเม็ดเลือดแดงกระจายกันอยู่ในน้ำเลือดพลาสม่า (Plasma)
           

       ผู้มีสุขภาพดีเม็ดเลือดแดงกระจายออกจากกันมีพื้นที่ผิวทำงานดีมาก 100 %
         เม็ดเลือดแดงแต่ละตัวมีลักษณะกลมและแบนคล้ายขนมโดนัท ส่วนที่แบนทั้งสองด้านจะเว้าตรงกลางซึ่งสำคัญมาก เพราะส่วนเว้านี้คือ พื้นที่ผิวทำปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่างๆ แลกเปลี่ยนอาหาร ตลอดจนการขับถ่ายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียต่างๆ
 การทำงานให้มีอย่างมีประสิทธิภาพของเม็ดเลือดแดง จะอยู่กระจายออกจากกันทำให้มีพื้นที่ผิวเป็นอิสระจึงทำงานได้อย่างเต็มที่ 100% ทำให้ร่างกายมีสุขภาพดีตามมาตรฐานสากล ในเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร มีเม็ดเลือดแดง 4-5 ล้านตัว ร่างกายของคนเรามีเลือดทั้งหมดประมาณ 5 ลิตร จึงมีเม็ดเลือดแดง 25 ล้านล้านตัว
          ส่วนผู้ที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เม็ดเลือดแดงจะจับกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนสลับกันกับน้ำเลือด"พลาสม่า" ที่ไม่มีเม็ดเลือดแดง กลุ่มก้อนของเม็ดเลือดแดงจะมีการซ้อนตัวของเม็ดเลือดแดงทับกันอยู๋ที่เรียกว่า “รูโล (Rouleaux) ” เป็นจำนวนมากมองเห็นเหมือนเศษสตางค์เหรียญหลายๆ อันซ้อนกันอยู่
  

           ผู้มีสุขภาพไม่แข็งแรงเม็ดเลือดแดงเกาะกลุ่มซ้อนกันพื้นที่ผิวทำงานมีน้อย (5-15%)


            เม็ดเลือดแดงมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 ไมครอน ความหนาที่ขอบเม็ดเลือดแดง 2 ไมครอน เม็ดเลือดแดง 1 ตัวมีพื้นที่ผิวทำงานเต็มประสิทธิภาพ ( 100 %) 130 ตารางไมครอน ( 1 เมตร = 1,000,000 ไมครอน , 1 ซ.ม = 10,000 ไมครอน )

            การจับตัวเป็นกลุ่มก้อนหนาแน่นอย่างนี้ ทำให้เม็ดเลือดแดงเหลือพื้นที่ผิวอิสระ ที่จะทำงานได้น้อย..ทำงานได้ 5-15 % นั้นหมายความว่าเลือดทำงานสูญเสียประโยชน์ไปถึง 85-95 % นับเป็นการสูญเสียอย่างมากมาย เพราะความสำคัญของเลือดคือไปเลี้ยงเซลล์ทั่งร่างกาย ร่างกายมีเซลล์ทั้งหมดประมาณ 60-100 ล้านล้านเซลล์ ทุก ๆ เซลล์รอรับก๊าชออกซิเจนที่ส่งไปเลี้ยงเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดแดงที่ที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จะกระจายออกจากกันในน้ำเลือดพลาสม่า เพื่อจะได้มีพื้นที่ผิวทำปฏิกิริยาชีวเคมีต่างๆ ได้โดยสดวก


             การที่เม็ดเลือดแดงมาจับตัวป็นกลุ่มก้อนเป็นหย่อมๆ เนื่องจากในน้ำเลือดมีสารพิษหรืออนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่ได้รับมาจากสภาพแวดล้อมที่เบี่ยงเบนธรรมชาติ และได้สะสมติดต่อกันมาเป็นเวลานานถึง 20-30 ปี เมื่อร่างกายหายใจเอาสารพิษนานัปการจะเข้าสู่กระแสโลหิต ซึ่งเป็นตัวกลางขนส่งสารเหล่านี้ไปยังทุกๆ เซลล์ของอวัยวะภายในร่างกาย มีผลทำให้ร่างกายอ่อนแอ
            หลังจากได้รับประทาน"คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ "120 มิลลิกรัม (15 ซีซี ในน้ำดื่มครึ่งถึงหนึ่งแก้ว ) ประมาณ 20-30 นาที คลอโรฟีลล์จะทำหน้าที่ล้างพิษในเม็ดเลือดเมื่อเจาะเลือดออกมาดูในกล้องจุลทรรศน์ จะพบว่าเม็ดเลือดแดงมีการกระจายตัวออกจากกันมีพื้นผิวทำงานได้ดีอย่างชัดเจน


              “การล้างพิษในเลือด”

              การทำลายอนุมูลอิสระในเลือด การทำความสะอาดให้กับเลือด ทำให้เลือดทำงานมีประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นส่วนสำคัญมากในการที่จะมีสุขภาพแข็งแรง เป็นหัวใจของการดำรงชีวิตให้ยืนยาวและมีความสุข
              ผู้มีสุขภาพดีตามมาตรฐานสากล คืออายุขัยเฉลี่ย 66-70 ปี มีจำนวนเม็ดเลือดแดง 4.5 ล้าน – 5 ล้านตัวในน้ำเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร
 ร่างกายมนุษย์ที่มีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่ามาตรฐาน จะเป็นผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงเพราะการมีเม็ดเลือดแดงน้อย หมายความว่าเลือดมีความสามารถน้อยลงมีประสิทธิภาพลดลงในการที่จะนำพาสารอาหารไปเลี้ยงร่างกาย


              “มิสเตอร์ พีท มาลอฟฟ์” เป็นผู้บริหารระดับสูงของชุมชนหนึ่งในประเทศแคนาดาได้พาลูกสาวซึ่งมีร่างกายอ่อนแอมากไปตรวจที่โรงพยาบาลเมโย แพทย์บอกว่าเธอเป็นโรคโลหิตจางชนิด Pernicious Anemia แต่ในขบวนการรักษาต้องฉีดยาซึ่งสกัดมาจากอวัยวะของสัตว์ ตระกูลมาลอฟฟ์เป็นผู้บริโภคอาหารพืชผักผลไม้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ลูกสาวของมิสเตอร์มาลอฟฟ์ก็เช่นกัน ยอมเสียชีวิตดีกว่าที่จะยอมรับวิธีการใดๆ ที่มีการไปทำลายชีวิตของสัตว์ ดังนั้นเธอจึงมาที่คลินิกธรรมชาติบำบัดของ ดร.เบอร์นาร์ด เจนเสน  ให้ทำการรักษา ดร.เจนเสน ให้เธอดื่มคลอโรฟีลล์ชนิดน้ำครั้งละ 5 ซีซี วันละ 8 ครั้ง ( วันละ 320 มิลลิกรัม) ทุกวันติดต่อกันนานสามเดือน จำนวนเม็ดเลือดแดงจาก 2.8 ล้านตัวต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร เพิ่มขึ้นเป็น 3.8 ล้านในสิ้นเดือนแรก และเป็น 4.5 ล้านเมื่อสิ้นเดือนที่สาม ซึ่งถือได้ว่ามีเม็ดเลือดแดงในปริมาณปกติ หลังจากนั้นเธอมีสุขภาพดีเป็นปกติ ต่อมาได้แต่งงานและมีบุตรอีกหลายคน
             "คลอโรฟีลล์" ให้ผลดีมากในการแก้ไขโรคโลหิตจางหลายประเภท มิสเตอร์ กาซซานอฟ เป็นผู้มีอายุยืนยาวคนหนึ่งในของรัซเซีย ในปี ค.ศ 1971 เขามีอายุได้ 153 ปี ดร.เบอร์นาร์ด เจนเสน ได้ทำการตรวจดูเลือดของกาซซานอฟ พบว่าเขามีเม็ดเลือดแดง 6.5 ล้านตัวใน 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร
 นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการตรวจดูเลือดของมนุษย์ภูเขาที่มีอายุยืนเกินหนึ่งร้อยปีได้พบว่ามนุษย์ภูเขามีเม็ดเลือดแดงวัดได้ถึง 7.5 ล้านตัวใน 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร
                หมายความว่าจำนวนเม็ดเลือดแดงที่มีมากกว่า (แน่นอนจะต้องมีเม็ดเลือดแดงที่อยู่กระจายห่างกัน ไม่ใช่อยู่ติดกันเป็นกลุ่มก้อน) คือ เม็ดเลือดแดงที่ทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ เพราะจะเป็นตัวนำพาอาหารและก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทุกอวัยวะได้ทั่วถึงจริงๆ
             "คลอโรฟีลล์" ช่วยลดความดันโลหิตสูง เลือดที่มีความดันสูง เลือดที่มีความดันสูงทำให้เหนื่อยง่ายเป็นลมง่าย ที่สำคัญคือทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น คลอโรฟิลล์ช่วยฟื้นฟูการทำงานของหัวใจ ช่วยปรับการหมุนเวียนของโลหิตทั้งร่างกายให้ดีขึ้น คลอโรฟีลล์ไม่มีผลกับผู้ที่มีความดันเลือดปกติ

   “คลอโรฟีลล์ จึงเป็นเสริมอาหารบำรุงเลือดที่ดีที่สุด”

to top]
 
    2. “ระบบทางเดินอาหาร”

            "คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ล้างพิษ" โดยตรงในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ทำลายพิษตลอดระบบทางเดินอาหาร
 การเน่าเหม็นของอาหารที่สะสมค้างอยู่ในลำไส้โดยเฉพาะคือ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ 67 % ส่วนอีก 33 % เน่าเหม็นตกค้างอยู่ภายในลำไส้ได้นานหลายวันลำไส้คือด่านปราการแรกของร่างกายในการต่อสู้กับความเจ็บปวด ตามขอบผนังลำไส้มีเป็นแอ่งเป็นกระเป๋าเล็กๆ (Diverticulae or pockets) มากมาย กระเป๋าลำไส้เหล่านี้ถูกขังด้วยเศษโปรตีนที่เน่าเสียและเป็นพิษไหลเข้าสู่เส้นเลือด ซึ่งกระจายไปทั่วร่างกาย ส่วนตรงกระป๋าบางแห่งนานไปเกิดอักเสบเป็นแผล การย่อยอาหารต่างๆ จะดำเนินไปได้ดีมีประสิทธิภาพนั้นลำไส้จะต้องมีความสะอาด ลำไส้ที่สกปรกทำให้ระบบการย่อยทำงานบกพร่อง
           "น้ำ อัลฟาฟ่า" ,คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ ทำหน้าที่ล้างพิษ และทำความสะอาดระบบทางเดินอาหารได้ดีมาก นอกจากนี้คลอโรฟีลล์ยังช่วยลดกลิ่นเหม็นของอุจจาระอีกด้วย
             คลอโรฟีลล์ช่วยสมานแผลที่เกิดขึ้นในกระเพาะอาหารและลำไส้ บรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากอาหารเป็นพิษ กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ คลอโรฟีลล์จะไปเคลือบบริเวณที่อักเสบและไปกระตุ้นเนื้อเยื้อให้ฟื้นตัวขึ้นมา
           ในสองสามวันแรกที่รับประทานคลอโรฟีลล์ อาจจะพบว่าอุจจาระมีสีเขียวเป็นเพราะสีเขียวของคลอโรฟีลล์ในส่วนที่ร่างกายดูดซึมไม่หมด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าผนังลำไส้มีความสกปรกมานานแล้ว เมื่อรับประทานไปได้สัก 2-4 วัน ลำไส้จะสะอาดขึ้น และสามารถดูดซึมสารอาหารอื่นๆ รวมทั้งคลอโรฟีลล์ได้ดีขึ้น สีเขียวจะค่อยๆ จางลงไป อีกประการหนึ่งควรคอยสังเกตุดูอุจจาระในวันแรกๆ ถ้าถ่ายเหลวมากไปไม่ใช่เพราะว่าเป็นแผลข้างเคียงของคลอโรฟีลล์ แต่เป็นสิ่งที่แพทย์ธรรมชาติบำบัดเรียกว่า “ปฏิกิริยาตอบโต้การบำบัด(Healing Reaction)” คืออาการอย่างหนึ่งของร่างกายที่คายพิษออกมา ทำให้มีอาการแปรปรวนระยะสั้นๆ ถือว่าเป็นปฏิกิริยาของร่างกายบอกให้รู้ว่าสารที่นำมาใช้ (คือคลอโรฟีลล์) ทำงานได้ผลแต่ถ้าอุจจาระเหลวมากจนคล้ายๆ จะเหมือนลักษณะถ่ายออกมาเป็นน้ำ (ท้องเดิน ท้องร่วง หรืออุจจาระร่วง ) ควรลดขนาดของคลอโรฟีลล์ลงครึ่งหนึ่ง อาการจะเบาลง
             ผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์มากเกินปริมาณ อุจจาระที่ถ่ายออกมาจะจมน้ำ มีกลิ่นเหม็นรุนแรงมากคือกลิ่นของเนื้อเน่า ส่วนผู้ที่มีอายุยืนยาวเกินร้อยปีที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงดีนั้น อุจจาระที่ป็นก้อนจะลอยน้ำและมีกลิ่นจางมากไม่เหม็นเน่าน่ารังเกียจ และอีกประการหนึ่งคือผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์มากทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวช้า อาจจะถ่ายอุจจาระนานๆ ครั้งเช่น 2-3 วันต่อหนึ่งครั้ง อย่างดีก็วันละ 2 ครั้ง ทำให้มีการสะสมพิษมากขึ้น แต่ผู้บริโภคผักโดยเฉพาะผักสดวันละ 300 กรัมขึ้นไปจะถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้ง เพราะผักสดมีคลอโรฟีลล์และเส้นใยอาหารไฟเบอร์ทำหน้าที่ล้างพิษและทำหน้าที่กวาดลำไส้ให้สะอาด ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวเร็วจึงไม่มีการหมักหมมพิษค้างในลำไส้

to top]

    3. “บำรุงปาก ฟัน และระงับกลิ่นปาก”

             คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์บำรุงสุขภาพของเหงือกและฟันให้แข็งแรง โรคเหงือกอักเสบและแผลในช่องปากทุเลาลงภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากอมน้ำคลอโรฟีลล์ (คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ 1 ส่วนต่อน้ำสะอาด 5-10 ส่วน ) วันละ 2-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2-3 นาที คลอโรฟีลล์จะไปเคลือบเนื้อเยื้อต่างๆ ภายในช่องปากไปฟื้นฟูเนื้อเยื้อให้ทำงานดีเป็นปกติ
              กลิ่นปากเกิดจากการเน่าเหม็นของเศษอาหารที่คั่งค้างในช่องปาก โดยเฉพาะคือเศษของเนื้อสัตว์ รองลงไปคือของหวานที่มาจากน้ำตาลฟอกสี จะแปรงฟันดีอย่างไรก็ยากที่จะล้างเศษอาหารออกให้หมด เศษเนื้อคือโปรตีนเป็นอาหารอันโอชะของแบคทีเรีย ผลที่ได้คือกลิ่นเหม็นของโปรตีนที่แปรสภาพไปจากการย่อยของแบคทีเรียการเน่าเหม็นของเนื้อสัยว์ในช่องปาก ผสมผสานกับการเน่าเหม็นของอาหารจากกระเพาะลำไส้ทำให้ลมที่ออกมาจากการเรอ จากลมหายใจออก และโดยเฉพาะการพูด ทำให้มีกลิ่นปากและกลิ่นลมหายใจของคนที่รับประทานเนื้อ (โดยเฉพาะเนื้อที่มีเคมีที่เกินปริมาณ) อันตรายระยะยาวที่หนีไม่พ้นคือฟันผุ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50-60 ปี ขึ้นไป จะเหลือฟันแท้ในปากไม่กี่ซี่
              วิธีที่สะดวกมากในการระงับกลิ่นปากชั่วคราว โดยเฉพาะหลังอาหารและกลิ่นบุหรี่ในช่องปาก ทำได้โดยการเคี้ยวคลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ชนิดเม็ด 1-2 เม็ด ( 1 เม็ด = 30 มิลลิกรัม ) แล้วอมไว้ประมาณ 2-3 นาที จะระงับกลิ่นปากได้ดีมากทำให้ปากมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของคลอโรฟิลล์ มหาวิทยาลัยโลโยล่ารายงานว่าคลอโรฟีลล์ยังยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากได้นานถึง 8 ชั่วโมง ซึ่งยาบ้วนปากธรรมดาทำไม่ได้
             การอมน้ำคลอโรฟีลล์โดยเฉพาะมื้อก่อนนอนสำคัญที่สุด จะช่วยลดการเสื่อมของเหงือกและฟันได้ดี อมแล้วอย่าบ้วนทิ้ง ให้กลืนลงไปได้เลยเพื่อคลอโรฟิลล์จะได้ตามไปดับกลิ่นในกระเพาะอาหาร ลำไส้และทำความสะอาดระบบต่างๆ ภายในของร่างกายต่อไป
            คลอโรฟิลล์ระงับกลิ่นปากได้ดี มนุษย์จะกลืนน้ำลายเป็นระยะๆ ทำให้ไม่มีคลอโรฟีลล์เหลืออยู่ภายในช่องปาก แต่เศษอาหารยังคงอยู่ตามซอกฟัน การใช้ไหมขัดฟัน (Dental Floss) ทุกครั้งหลังจากรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่สมควรทำเพื่อกำจัดเศษอาหารที่แปรงสีฟันเข้าไปไม่ถึง
 ชาวฮันซาไม่ใช้ยาสีฟัน ไม่มีการแปรงฟัน แต่เป็นที่น่าประหลาดใจที่ชาวฮันซาที่มีอายุเกินหนึ่งร้อยปีขึ้นไป ต่างก็มีฟันแท้อยู่เต็มปาก คนฮันซาไม่เป็นโรคฟันผุตลอดชีวิตเป็นเพราะพวกเขาบริโภคคลอโรฟีลล์ธรรมชาติจากพืชผักผลไม้เป็นจำนวนมากทุกอยู่แล้วนั่นเอง หลวงปู่พรหมาจากวัดสวนหิน ถ้ำผานางคอย จังหวัดอุบลราชธานี อายุ 107 ปี ( พ.ศ 2543) ยังมีฟันเต็มปากเป็นฟันแท้ทุกซี่หลวงปู่เดินคล่องแคล่วมาก เวลาเดินขึ้นภูเขา ญาติโยมเดินตามไม่ค่อยจะทัน หลวงปู่บอกฉันข้าวซ้อมมือกับพืชผักสดทุกวัน เพราะมีพืชผักปลูกอยู่รอบวัดนั่นเอง

  “ดื่มคลอโรฟีลล์ทุกวันก่อนนอนป็นการบำรุงปากและฟันที่ดีมาก”

to top]

    4. “รักษาแผลต่างๆ ”

             คลอโรฟีลล์ สามารถกำจัดแบคทีเรียและยับยั้งการเจริญเติบโตได้บางชนิด แต่ที่สำคัญคือคลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ทำหน้าที่ฟื้นฟูเนื้อเยื่อของแผลทุกชนิดทั้งภายนอกและภายในร่างกาย ซึ่งคุณสมบัติอันนี้ “นายแพทย์ เดวิด สตีนบล็อค” เชื่อว่ากลุ่มพอร์ไฟริน (Porphyrin = โครงสร้างวงแหวน 5 เหลี่ยมของคาร์บอน 4 อะตอม ไนโตรเจน 1 อะตอม ) เป็นจำนวนมากของคลอโรฟิลล์ไปกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสท์ (Fibroblast) ที่บาดแผลไปทำหน้าที่สมานแผล เมื่อร่างกายเกิดมีบาดแผล บริเวณแผลจะมีพอร์ไฟรินอยู่มากมายช่วยรักษาแผล แผลจะหายเร็วกว่าปกติเป็นการใช้ธรรมชาติบำบัดรักษาอีกวิธีหนึ่ง


      “คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ฟื้นฟูเนื้อเยื้อของแผลทุกชนิดทั้งภายนอกและภายในร่างกาย”
           แผลภายนอกตามผิวหนัง ถ้าแผลไม่ใหญ่นัก การใช้คลอโรฟีลล์ชนิดน้ำแบบเข้มข้นได้หากแผลมีหลายแห่งถลอกเป็นทางยาว ควรผสมคลอโรฟีลล์ในน้ำบริสุทธิ์ไม่เกิน 1 ต่อ 5 ส่วน (จะได้ไม่สิ้นเปลืองมาก)
แผลใหม่จะเหลือร่องรอยแผลเป็นน้อยมาก
แผลที่เย็บอย่างดีจะไม่มีรอยแผลเป็นเหลืออยู่ให้เห็น หรือมีก็จะน้อยมาก
แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก คลอโรฟีลล์ใช้ได้ผลดีมาก และจะบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน เห็นผลได้อย่างรวดเร็วภายไม่กี่นาทีจนถึง 10 วันขึ้นไปอยู่กับขนาดระดับของแผลที่ถูกความร้อนจากไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก ดร.เซอร์ลิง ได้รวบรวมข้อมูลพบว่า คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์รักษาแผลไฟไหม้ได้ดีกว่ายารักษาแผลทั่วไปอย่างน้อย 25 % ขึ้นไป โดยมีร่องรอยแผลเป็นเหลืออยู่น้อยกว่า 50 % และในบางกรณีเหลือแผลเป็นอยู่น้อยมากหรือไม่มีแผลเป็นเหลืออยู่เลย
คลอโรฟีลล์ช่วยได้ดีในการรักษาแผลเรื้อรัง แผลเป็นหนอง และแผลที่หายช้าหรือหายยาก เช่น ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
แผลในช่องปาก (อมคลอโรฟีลล์ 2-3 นาที)
แผลภายในร่างกาย เช่น แผลในกระเพาะอาหาร แผลในลำไส้ คลอโรฟีลล์ จะไปเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื้อที่เป็นบาดแผลให้หายเร็วขึ้น

ในการรักษาแผลต่างๆ คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ (ชนิดละลายในน้ำ) สามารถใช้เสริมกับยาชนิดอื่นๆ ได้

to top]

    5. “ระงับกลิ่น”

            กลิ่นตัวแรงมีพื้นฐานมาจากการรับประทานเนื้อสัตว์มากรวมทั้งพืชบางชนิดเช่น เครื่องเทศที่มีรสจัดบางชนิด โดยประกอบกับการย่อยอาหารและการดูดซึมของลำไส้ที่ระบบการทำลายกลิ่นทำงานไม่ได้ผลเท่าที่ควร กระแสโลหิตจึงพาเอากลิ่นที่ไปกับอาหารเหล่านี้ไปสู่ผิวหนังแล้วออกมาเป็นเหงื่อ การที่มีเหงื่อออกเป็นการล้างพิษอีกวิธีหนึ่งของร่างกาย แต่กลิ่นเหงื่อที่รุนแรงผิดปกติ คือมีกลิ่นตัวแรงย่อมไม่เป็นที่พึงปรารถนาของคนทั่วไป
           ดร.เวสต์คอตต์ ได้วิจัยพบว่าคลอโรฟีลล์สามารถกำจัดกลิ่นตัวได้ดี ผู้ที่มาทำการรักษาบางรายไม่มีกลิ่นตัวเหม็นเหลืออยู่เลย บางรายอาจมีกลิ่นตัวลดลงมาก แม้จะไม่หมดแต่ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ
           ผู้ที่มีแผลเรื้อรังโดยเฉพาะที่บริเวณขา จะรู้สึกลำบากใจเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกลุ่ม ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ทำงานเพื่อนที่ใกล้ชิด หรือแม้กระทั้งบุคคลในครอบครัวของเราเอง กลิ่นเหม็นของแผลจะกระจายออกไปรอบบริเวณใกล้ๆ โดยเฉพาะในห้องที่ปิดและเปิดเครื่องปรับอากาศ ผู้ป่วยด้วยโรคแผลเรื้อรังที่อยู่รวมกันในวอร์ดของโรงพยาบาลจะรู้สึกได้ดีในเรื่องนี้ ผู้ที่เพิ่งถอนฟันมาหรือผู้ป่วยด้วยโรคแผลในช่องปาก กลิ่นเหล่านี้จะหมดไปในทันทีที่แผลสัมผัสกับคลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ แผลที่มีบริเวณกว้างหรือแผลเน่า ใช้ผ้าก๊อชชุบคลอโรฟีลล์ปิดแผลไว้ (อัตราส่วนในน้ำไม่เกิน 1 ต่อ 10 ส่วน ) แผลในช่องปากอมคลอโรฟิลล์ (อัตราส่วนในน้ำ ประมาณ 1 ต่อ 5 ส่วน) ทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง
          ดร.รูดอร์ฟ มีรายงานของกลุ่มแพทย์จากฝั่งตะวันออกของอเมริกาในผู้ป่วย 2 ราย ด้วยโรคมะเร็งผิวหนัง (Ulcerative Cancer) ซึ่งรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันหลายชนิดแต่แผลมีอาการเลวร้ายลงทุกวัน โดยเฉพาะกลิ่นเน่าของแผลที่รุนแรงมากแสดงว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้น เมื่อใช้คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ปิดแผล กลิ่นของแผลหายทันที อีก 4 วัน ต่อมาไม่มีการติดเชื้อเหลืออยู่อีกเลย
           กลิ่นอจจาระที่รุนแรง การผายลมที่มีกลิ่นแรงมาก จนบางรายจะสังเกตุได้ว่ามีแมลงวันบินอยู่รอบๆ ตัว ตลอดจนการเรอออกมามีกลิ่นผิดปกติเหล่านี้ เป็นผลจากการเน่าเหม็นของอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ตกค้างอยู่ในลำไส้ การรับประทานคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 60-120 มิลลิกรัม (8-15 ซีซี) ทุกครั้งหลังอาหารประเภทเนื้อสัตว์จะแก้ไขปัญหาของกลิ่นเหล่านี้ได้ดี


 “คลอโรฟีลล์ บริสุทธิ์ทำลายพิษและระงับกลิ่นได้ดีทั้งภายนอกและภายในร่างกาย”

to top]

    6. “ควบคุมความสมดุลของแคลเซี่ยม”

              ผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์ (ที่เลี้ยงด้วยสารเคมี) เป็นอาหารหลัก จะขาดความสมดุลของธาตุแคลเซี่ยม ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ประชาชนรับประทานแคลเซี่ยมเสริมวันละ 1200-1500 มิลลิกรัม แต่คนอเมริกันเองก็ยังเจ็บป่วยด้วยโรคกรดูกบางหรือโรคกระดูกพรุนกันมากมาย สถาบันบางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแนะนำให้รับประทานแคลเซี่ยมเสริมถึงวันละ 2400 มิลลิกรัม ก็ยังไม่เป็นผล ผู้ที่บริโภคเนื้อมากเกินไปส่วนมากเป็นโรคขาดความสมดุลของแคลเซี่ยมแทบทั้งสิ้น
 “นายแพทย์วิทูรย์ แสงสิงแก้ว” กล่าวว่า “ ปัจจุบันนี้คนกรุงกำลังป่วยด้วยโรคความมั่งคั่ง  ” คือป่วยเพราะรับประทานเนื้อนม ไข่ มากจนเกินปริมาณความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะเนื้อ นม ไข่ ที่ไม่ได้มาจากการเจริญเติบโตโดยธรรมชาติของมันแต่เติบโตมาโดยการขัง การขุนด้วยอาหารสารเคมีและยาปฏิชีวะนะ ฯลฯ
 “นายแพทย์เฉก ธนะสิริ” กล่าวว่า “ คนไทยเวลานี้ตายกันอย่างเต็มยศ คือตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด.. ตายด้วยมะเร็ง โรคพวกนี้จะต้องไปตายในห้องไอซียู ..ใส่สายระโยงระยางทั้งจมูก ปาก สายปัสสาวะ อุจจาระ และสานน้ำเกลือ พะรุงพะรังเหมือนสายสะพายเลยทีเดียว ”
         แคลเซี่ยมทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง การขาดความสมดุลของธาตุแคลเซี่ยมทำให้ป่วยเป็นโรคสารพัดชนิดตั้งแต่โรคกระดูกผุ โรคหัวใจ โรคกล้ามเนื้อ โรคผิวหนัง โรคเลือดไม่แข็งตัวเมื่อมีบาดแผล ประจำเดือนผิดปกติ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น การสร้างกระดูก โครงสร้างของกระดูกจะประกอบด้วยสัดส่วนที่สมดุลของธาตุสังกะสี กับทองแดงมาเสริมด้วย แต่ในอาหารเนื้อสัตว์ (ที่เลี้ยงผิดวิธีธรรมชาติ) มีธาตุฟอสฟอรัสในปริมาณมากกว่าแคลเซี่ยม 8-20 เท่า ทำให้ขาดความสมดุลอย่างมากมีผลทำให้ความสมดุลของธาตุอื่นๆ เสียไปอย่างช้าๆ ซึ่งสะสมมานานเกิน 30 ปี ขึ้นไป ฉะนั้นการรับประทานแคลเซี่ยมเสริมมากมายเพียงใดก็ไม่อาจฟื้นฟูความสมดุลดังเดิมได้ เพราะกลไกการทำงานอีกหลายอย่างไม่ได้ทำงานสอดคล้องกัน
 “นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล” แพทย์นักธรรมชาติบำบัดกล่าวว่า ชาวเอสกิโมรับประทานเนื้อสัตว์มากว่าวันละ 400 กรัม กลายเป็นชนชาติที่เป็นโรคกระดูกผุมากที่สุดในโลก เพราะอายุแค่ยี่สิบกว่าๆ ก็กระดูกทรุดหลังค่อมแล้ว ตรงข้ามกับหญิงชาวบันตูในแอฟริกาซึ่งรับประทานโปรตีนจากสัตว์น้อยมาก อาหารส่วนใหญเป็นพืชผัก ปรากฏว่าพวกเธอต้องการแคลเซี่ยมมาก เช่น สถิติการกำเนิดบุตรไม่น้อยกว่า 10 คนต่อหนึ่งครอบครัว ซึ่งให้ดื่มน้ำนมจากมารดา แต่โรคกระดูกผุกลับหาได้ยากยิ่งในชนเผ่าดังกล่าว ส่วนชาวฮันซาที่ตลอดชีวิตกินแต่พืชผักผลไม้โดยแทบจะไม่เคยได้กินเนื้อสัตว์ใดเลย นอกจากเนื้อแพะภูเขาปีละครั้งสองครั้งเท่านั้น แต่ไม่ปรากฏว่าชาวฮันซาเป็นโรคกระดูกผุหรือโรคฟันผุเลย


 “การคืนความสมดุลของแคลเซี่ยมทำได้โดยอาศัยหลักของธรรมชาติ 2 ประการคือ”
         ประการแรก..ออกกำลังให้กับกระดูกโดยการเดินให้มีแรงกระแทก (Walking with strong impact) ชาวฮันซาเดินเร็วมาก เดินทุกวันเฉลี่ยวันละ 50 กิโลเมตร การเดินเร็วๆ กระดูกจะมีแรงกระแทกได้ดีพอเหมาะ ดร.บิเสทท์ (นักฟิสิกส์สาขา กระดูกมีชื่อเสียงมาก ) บอกว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดทำให้เซลล์กระดูกมีการสร้างได้ดีและรวดเร็ว และทำให้การสูญเสียกระดูกเกิดขึ้นช้าและน้อยลง การวิ่งเหยาะที่เรียกว่าจ๊อกกิ้งครั้งละ 20-40 นาที อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2-3 วันก็ได้ผลดี แต่การวิ่งเร็ววิ่งจ๊อกกิ้งนานเกิน 1 ชั่วโมง หรือวิ่งมาราธอน แม้จะทำให้ร่างกายแข็งแรงแต่จะทำให้ข้อต่อกระดูกและเอ็นกระดูกเสื่อมเร็ว จึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปี ไปแล้วคนสูงอายุที่ไม่ฝึกให้เดินมากๆ (โดยเฉพาะเดินเร็วๆ) อายุสั้นเพราะจะเจ็บป่วยบ่อยการเดินนอกจากเป็นการออกกำลังกระดูกและกล้ามเนื้อแล้ว ยังทำให้สารพิษต่างๆ ในเส้นเลือดดำที่ถูกฟอกจากปอดไหลกลับเข้าสู่หัวใจได้รวดเร็วขึ้น
          เทคนิคของการเดินหรือวิ่งจ๊อกกิ้งที่ถูกต้องคือ ออกกำลังกายจนรู้สึกว่าหายใจลึกและยาว เมื่อวิ่งจ๊อกกิ้งไปได้ 300-800 เมตร ร่างกายจะบังคับตัวเองให้หายใจยาวโดยอัตโนมัติ เพื่อรับเอาก๊าซออกซิเจนปริมาณมากๆ มนุษย์เราปกติหายใจเข้า 1 ครั้ง ได้อากาศประมาณ 500 มิลลิตร ในขณะที่ปอดของเราสามารถรับอากาศได้เต็มที่เกือบ 4,000 มิลลิลิตร (4 ลิตร) จึงเป็นการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์ของเนื้อที่ภายในปอดอย่างมาก ดร.ฮอฟแมน กล่าวว่าชาวฮันซาทุกคนยามเดินตามปกติจะหายใจยาวและลึกตลอดเวลาจึงมีร่างกายที่แข็งแรงมาก เราควรฝึกหายใจยาวและลึกเพื่อรับเอาอากาศบริสุทธิ์ให้ได้เพียงวันละ 5-10 นาทีก็ยังดี ลัทธิเต๋าสอนให้ฝึกหายใจลึกเกือบเต็มที่ประมาณ 60-80 % แต่การหายใจจนลึกสุด ( 90-100% ) จะมีผลเสีย เช่น ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและทำให้กระทบกระเทือนต่อระบบประสาทและระบบหมุนเวียนของกระแสโลหิต คนทั่วไปหายใจเบาๆ จึงได้อากาศเพียงประมาณ 12.5 % เท่านั้น
 

       ประการที 2.. การบริโภคพืชผักสดมากๆ เพื่อต้องการคลอโรฟิลล์ เป็นวิธีธรรมชาติของชาวฮันซา หนังสือชื่อ “ The Newer Knowledge of Nutrition ” เขียนโดย แมคคอลลัมและซิมมอนด์ส และนักธรรมชาติบำบัดที่มีชื่อเสียง (เช่น ดร.เบอร์นาร์ด เจนเสน ) ได้สรุปว่า ชาวฮันซามีการควบคุมความสมดุลของแคลเซี่ยมในร่างกายไดดีเยี่ยม เป็นเพราะผลของคลอโรฟีลล์จากพืชผักสีเขียวนั่นเอง
           กรณีศึกษาของสตรีอายุน้อยรายหนึ่ง ได้ป่วยเป็นโรคกระดูกมีแผลที่ขา 13 แห่ง มีหนองสีเหลืองไหลออกมาตลอดเวลา แพทย์ได้ทำการตรวจพบว่าเธอขาดความสมดุลของแคลเซี่ยม แต่ตลอดเวลา 3 ปี ที่เธอตระเวนไปทั่วประเทศ หาที่รักษาหลายแห่งทั้งโรงพยาบาลและคลินิกแต่ก็ไม่หาย จนในที่สุดได้มาพบ ดร.เจนเสน ได้ใช้คลอโรฟีลล์เป็นเสริมอาหารทั้งกินและทา สามอาทิตย์ผ่านไปเธอหายเป็นปกติ
          สตรีอีกรายหนึ่งขาดความสมดุลของแคลเซี่ยม เนื่องจากมีประจำเดือนแทบจะทุกวันตลอดเวลาสามเดือนมานี้ จึงมีการเสียเลือดออกไปเรื่อยๆ ทางประจำเดือนในประจำเดือนมีปริมาณของธาตุแคลเซี่ยมมากเป็น 40 เท่าของเลือดปกติ การสูญเสียแคลเซี่ยมทำให้เธออ่อนเพลียและมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ แพทย์ที่ทำการรักษาแนะนำให้เธอผ่าตัด แต่ ดร.เจนเสน ให้เธอรับประทานคลอโรฟีลล์ครั้งละ 120 มิลลิกรัม (15ซีซี) วันละ 5-6 ครั้ง ผลปรากฏว่าประจำเดือนหยุดภายใน 4 วัน ต่อมาอาการของเธอดีขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเธอไม่ต้องรับการผ่าตัด

to top]

     7. “โรคภูมิแพ้”

              โรคภูมิแพ้โดยทั่วไปเกิดจากการที่อากาศและอาหารเป็นพิษ โดยการสะสมติดต่อกันป็นระยะเวลานาน อาหารประเภท เนื้อ นม ไข่ นั้นนอกจากจะได้มาจากการใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะแล้ว ในตัวของมันเอง เช่น อาหารจานด่วน (Fast Food ) อาหารขยะ ( Junk Food) หรืออาหารประเภท สุกๆ ดิบๆ ( Ghost Food) ยังเป็นอาหารที่ทำให้เกิดสารมูก (Mucus) อาหารที่ก่อให้เกิดมูกแพทย์ธรรมชาติบำบัดบอกว่าเป็นอาหารที่ทำให้อายุไม่ยืนยาว เพราะเป็นอาหารทำให้ร่างกายมีความต้านทานต่อโรคต่ำ เนื่องจากสารมูกไปเกาะตามผนังลำไส้ ทำให้การดูดซึมสารอาหารและแร่ธาตุต่างๆ น้อยลง ตัวสารมูกเองบางส่วนเข้าไปกระแสเลือดเกิดเป็นพิษขึ้น ทำให้เกิดป่วยเป็นโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ที่เกิดกับระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร คนเราทุกวันนี้จึงเจ็บป่วยกันบ่อยด้วยโรคหวัด น้ำมูกไหล เจ็บคอ โรคช่องหูอักเสบ ท้องเสีย ท้องผูกบ่อย ฯลฯ
                คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์เป็นเสริมอาหารและยังใช้ภายนอก (หยอดหรือทา) เพื่อล้างพิษช่วยบรรเทาอาการแพ้ต่างๆ ได้ดี ทำให้หายจากอาการต่างๆ ได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น อาการเจ็บคอ (Pharyngitis) และต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsilitis) ใช้คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ในน้ำอุ่นอัตราส่วน 1 ต่อ 5 ส่วน ถึง 1 ต่อ 10 ส่วน กลั้วคอทุกๆ 2-3 ชั่วโมง
                ส่วนกล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis) ให้กลั้วคอทุก 1 ชั่วโมง คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ยังช่วยระงับการอักเสบได้ดี และจะไประงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ไม่ใช่ก๊าซออกซิเจน (Anaerobic Bacteria)
               โรคโพรงจมูกอักเสบที่เรียกว่าโรคไซนัส (Sinusitis) โรคแพ้ละอองฟางหรือหญ้าแห้ง (Hay Fever) และโรคเยื่อหุ้มโพรงจมูกอักเสบ (Rhinitis) ซึ่งมักจะมีน้ำมูกไหลออกมาเกือตลอดเวลา ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ในน้ำอุ่นในอัตราส่วนดังกล่าวหยอดช้าๆ เข้ารูจมูกข้างละประมาณ 30-50 หยด (แหงนหน้าให้รูจมูกเงยขึ้นในท่านอนหงายหรือนั่งเก้าอี้เอนไปข้างหลัง) โดยทำทีละข้าง ให้หายใจทางปากเพื่อป้องกันการสำลัก เมื่อครบ 2 ข้างแล้ว ให้ก้มหน้าลงปล่อยให้น้ำคลอโรฟิลล์และน้ำมูกไหลออกไปเอง (ห้ามสั่งน้ำมูก) ทำอย่างนี้ทุกวันจนครบ 6 วันแล้ว ให้พักติดต่อกันอีก 6 วันจึงจะทำต่อไปอีกถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น
                ช่องหูอักเสบ (Otitis Externa) และหูส่วนกลางอักเสบ (Otitis Media) ใช้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์อัตราส่วน 1 ต่อ 10 ส่วน หยอดลงไปในหูจนเต็ม แล้วทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที จึงเอียงหูให้น้ำออก สามารถทำได้วันละหลายครั้ง จนอาการอักเสบของหูดีขึ้นซึ่งจะรู้ได้จากอาการเจ็บปวดลดลงเป็นลำดับ
 อาหารเป็นพิษสามารถเกิดขึ้นได้บ่อยๆ จากการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ อาหารที่ค้างไว้นานหลายวัน อาหารกระป๋องหมดอายุ ในกรณีทั่วๆไปธรรมดาคลอโรฟีลล์ ขนาด  มิลลิกรัม ( 15 ซีซี) จะแก้ไขอาการผิดปกติของอาหารเป็นพิษได้ดีมากโดยไม่ต้องพึ่งยาใดๆ คลอโรฟีลล์จะไปทำลายพิษโดยตรงในลำไส้ อาการปวดท้องจะทุเลาลงภายใน 10-20 นาที แต่ในกรณีที่รุนแรงมากจำเป็นต้องไปพบแพทย์

to top]

     8. “ยาบำรุงร่างกาย”

                อาหาร 5 หมู่ประกอบด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรท (แป้ง) ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เหล่านี้ร่างกายเราต้องการเราต้องการในสัดส่วนที่พอเหมาะ  ถ้าได้รับมากเกินไปหรือน้อยเกินไปจะทำให้ร่างกายเจ็บป่วย อาหาร 5 หมู่ มีขนาดใหญ่ ซึ่งร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ทันที ระบบทางเดินอาหารจะมีการย่อยอาหาร 5 หมู่ ให้มีขนาดเล็กลงเป็นโมเลกุลที่พอเหมาะ เพื่อเข้าสู่กระแสโลหิตและน้ำเหลือง ซึ่งในระหว่าการเดินทางไปยังอวัยวะหรือเซลล์ปลายทาง จะมีขบวนการปฏิกิริยาเคมีต่างๆ โมเลกุลเล็กๆ เหล่านี้ จะไปรวมตัวกันเป็นโมเลกุลใหญ่กลายเป็นอาหาร 5 หมู่ ที่ได้สัดส่วนของแต่ละเซลล์ของอวัยวะที่ปลายทาง ในระหว่างปฏิกิริยาทั้งหลายนี้จะมีการกำจัดอาหารส่วนเกิน ตลอดจนสารพิษต่างๆ ให้ออกไปจากร่างกายเช่น อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ เป็นต้น ขบวนการเหล่านี้รวมเรียกว่า “เมตาโบลิสม์ (Metabolism)”
              คลอโรฟีลล์ทำหน้าที่ส่งเสริมขบวนการเมตาโบลิสม์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องร่วมกัน (Synergistic and combined function ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลอโรฟิลล์ไปกระตุ้นการทำงานของวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น ควบคุมความสมดุลของแคลเซี่ยมในร่างกาย คุณสมบัติที่เด่นอีกประการหนึ่งของคลอโรฟีลล์คือไปกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื้อที่เกิดใหม่ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเสริมสร้างทดแทนเนื้อเยื้อเก่าที่เสื่อมสลายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดบาดแผลทั้งภายนอกและภายในร่างกาย
             คลอโรฟีลล์จึงเป็น “ยาบำรุงร่างกาย (Tonic)” ที่ดีมาก ดร.รูดอล์ฟ แนะนำให้ใช้คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์บำรุงร่างกาย โดยรับประทานวันละ 2 มื้อ ๆ ละ 120 มิลลิกรัม
              คลอโรฟีลล์ไม่ใช่ยารักษาโรคโดยตรง แต่คลอโรฟีลล์เป็นเสริมอาหารพิเศษทำให้สุขภาพของผู้ป่วยฟื้นฟูได้รวดเร็ว คลอโรฟีลล์ทำให้ภูมิคุ้มกันภายในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น โรคภัยจะทุเลาลงและหายไปเองเมื่อผู้ป่วยมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์กลับคืนมา
              มนุษย์นับแต่โบราณกาลได้พยายามแสวงหายาอายุวัฒนะ เพื่อจะเอามายืดอายุให้ยืนยาวได้มากที่สุด แพทย์แผนปัจจุบันไม่เชื่อว่ายาอายุวัฒนะจะมีจริงในโลก แต่นักธรรมชาติบำบัดหลายกลุ่มบอกว่ายาอายุวัฒนะมีจริง เช่น นายแพทย์โธมาส การ์ดเนอร์ กล่าวว่าคนที่มีอายุยืนเกินร้อยปีจะต้องกินยาอายุวัฒนะที่ทำจากพืชผัก (Life Prolonging Medicinal Herbs) ซึ่งไม่มีสารกันบูดเจือปนอยู่ ชนเผ่าอายุยืนเกินร้อยปีต่างก็มียาอายุวัฒนะรับประทานกันทั้งนั้น หลักสูตรการล้างพิษก็เช่นกันเป็นบทเรียนบทแรกๆ ที่สำคัญมาก ซึ่งสอนกันหนึ่งเทอมเต็มๆ ในหลักสูตรแพทย์ธรรมชาติบำบัดในประเทศสหรัฐอเมริกา

 “คลอโรฟีลล์มีคุณสมบัติที่น่าสนใจดังนี้คือ”
         1.เป็นสารต้านอนุมูลอสระเรียกว่าสารแอนติอ๊อกซิแด๊นท์ เป็นการล้างพิษในเลือดที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เม็ดเลือดที่เกาะกันอยู่เป็นกลุ่มก้อนกระจายตัวออกจากันได้ภายใน 20-30 นาที
         2.กองทัพบกสหรัฐอเมริกาทำการทดลองในหนูที่โดนสารกัมมันตรังสี พบว่าหนูที่ให้คลอโรฟีลล์มีอายุยืนนานเป็นสองเท่าของหนูกลุ่มที่ไม่ได้รับคลอโรฟีลล์
         3.มีการทดลองในหนูที่เลี้ยงอยู่ในสภาวะแวดล้อมอย่างเดียวกัน แล้วแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเลี้ยงตามปกติ ส่วนกลุ่มที่สองเสริมอาหารด้วยคลอโรฟีลล์ จากการทดสอบความแข็งแรงของพลังกล้ามเนื้อโดยให้หนูทั้งหมดว่ายน้ำ ผลปรากฏว่ากลุ่มแรก(ไม่ได้เสริมด้วยคลอโรฟีลล์) ว่ายน้ำได้ 1 ชั่วโมง ส่วนกลุ่มที่สอง (เสริมอาหารด้วยคลอโรฟิลล์) สามารถว่ายน้ำได้นานถึง 3 ชั่วโมง แสดงถึงประสิทธิภาพของพลังกล้ามเนื้อที่สูงเป็น 3 เท่า ซึ่งนับว่าสูงมากทีเดียว
        4.มีการทดลองเจาะเลือดในหนูออกแล้วแทนที่ด้วยน้ำเกลือทดลอง ทำให้หนูเสียชีวิตภายในระยะเวลาอันสั้น แต่เมื่อแทนที่เลือดด้วยคลอโรฟีลล์ปรากฏว่าหนูมีชีวิตต่อไปได้ตามปกติ

            จากคุณสมบัติ 4 ประการนี้ จะเห็นได้ว่าคลอโรฟีลล์บริสุทธิ์มีส่วนช่วยให้ชีวิตยืนยาวและทำให้ร่างกายแข็งแรงดีขึ้นมาก จากการค้นคว้าและวิจัยในมนุษย์และสัตว์ปรากฏว่าผู้ที่มีอายุยืนเกินร้อยปี ล้วนแต่รับประทานคลอโรฟีลล์จากพืชผักเป็นอาหารหลักทั้งสิ้น..เมื่อเป็นเช่นนี้ คลอโรฟีลล์บริสุทธิ์ที่ใช้เป็นเสริมอาหารบำรุงร่างกายจะสมควรได้รับการเลื่อนชั้นเป็น “ยาอายุวัฒนะ” ในมนุษย์ได้หรือไม่นั้น..ในอนาคตอันใกล้นี้ผู้ใช้คลอโรฟิลล์จะเป็นผู้ให้คำตอบได้เอง

 

"น้ำ อัลฟัลฟ่า", “คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์”  อาหารอายุวัฒนะ
“Water Soluble Chlorophyll”          คลอโรฟิลล์ชนิดละลายในน้ำ
“Medicinally Purified Product”       สารบริสุทธิ์ใช้ในทางการแพทย์
Miracle From Radiant Energy       มหัศจรรย์จากพลังแสงอาทิตย์
Longevity By Nature                    อายุยืนโดยวิธีธรรมชาติ
Life Prolonging Food                   “อาหารอายุวัฒนะ”
                                                                      เรียบเรียงโดย : “ดร.สังสิทธิ์  ศรีสุคนธ์”
                                                                                            “พญ.ชุดา ศรีสุคนธ์”

to top]



                                       SocialTwist Tell-a-Friend
 
 
   
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
     
 
 
 
      เกียวกับคลอโรฟิลล์

 
วิดีโอที่อยากให้ทุกคนได้ดู
  รู้จักคลอโรฟิลล์บริสุทธื100%
   รู้จักอัลฟาลฟ่า
  บทความน่ารู้
 ห้องพูดคุย
   วิธีการสั่งซื้อ
 กิจกรรม
  ถาม / ตอบ
   ประสบการณ์ผู้ใช้สินค้า
  เอกสารบริษัท
 
  เว็บไซต์ สคบ.
 สำนักงานคณะกรรมการ อย.
 บริษัทแม่ Desouza's

 

 

รายชื่อผู้สมัครเข้ามาล่าสุด
   

 

ด.ต.ปัญญา ทุหา
ดต.ธนรง ชื่นรติกาล
น.ส.กนกพร พระไชยบุญ
น.ส.กมลธร กุญชรเพชร
น.ส.กันยา วงศ์ขันธ์
นายสำอาง นิลฝ่าย
นายสีลา โพธิ์ชา
นายสุกิจ รัตนศรีวงษ์
นายสุจินต์ สุขห้วยพระ
นายสุชาติ อินทกูล
นายสุดใจ ทองจันทา
นายสุดใจ ทิพประมวล
นายสุทธิภัทร แก้วมณี
น.ส.ปราณี เกตุภูเขียว
น.ส.ปราณี ประชาเยี่ยม
น.ส.ปรีดาวรรณ สมญา
น.ส.อรุณี บุญถ่าน
น.ส.อังคณา บุญคุ้ม
น.ส.อุสาห์ แดงบาง
นางกนกพร ไชยคำภา
นางกรรณิกา ทวะชารี
นางกฤติมา ปัทมปราณี
นางกัลยาณี ถนัดคำ
นางเกศรา เกิดสวัสดิ์
นางเกษร ปัญจมาศ
นางเขมจิรา มีศิริ
นางคำผล นาชัยลาน
นางคำเพิด เคยสนิท
นางจงจิตร ดงภูยาว
นางจตุพร พงษ์สิทธิศักดิ์
นางจรัสศรี ขอรสกลาง
นางจักรรัตน์ แสนสร้อย
น.ส.ชื่นนภา บุญภักดี
น.ส.ชุติมา พึ่งดอน
น.ส.ญานิกา เสมาทอง
น.ส.ทิพวัลย์ จุลชาติ
น.ส.ทิพานัน เรืองแดง
นางจินตนา ราชานิกรณ์
นางจินตนา อนันต์หลาย
นางจิราวรรณ กองสอน
นางจุฑาทิพย์ ทองจันทา
นางจุฑาทิพย์ สีดาพาลี
นางจุไรรัตน์ สุวรรณชัย
นางจุฬาพร จินดาศักดิ์
นางเจนจิรา ศรีจารย์
นางฉลาด ตันวรศุภกร
นางแฉล้ม บุญยก
นางชนัญชิดา ชูวัฒนสกุล
นางชนิฏฐา เพชรพรหม
นางชนิดาภา บิลพระวัตร
นางชวนพิศ อยู่อ่อน
นางชุติกาญณ์ ข้อสว่าง
นางฐิตินาฎ เค้าโนนกอก
นางณัฏฐิสิต ธันวานนท์
นางณัฐกฤตา กาลพันธา
นางณัฐทิตา ชูชาติ
นางณิชาภัทร สุทธิกุล
นางดวงจิตร นามเพ็ง
นางดวงใจ ไกรมาก
นางดวงฤดี วงษ์เคี่ยม
นางดอน สุจริต
นางดุษฎี ทองเพชร
นางเดือนฉาย สัมพันธ์
นางแดง ธนสาร
นางตยาภร ธนะชัย
นางตุ๊ ไทยธานี
นางตุ้ม ลาภมาก
นางแตงไทย ภูหวล
นางทรัพย์ พงษ์เพชร
นางทองคำ ศรีจันทร์
นางทองสุข น่วมสำลี
นางทองใหม่ ผลช่วย
นางทิพวรรณ งามตัก
นางทิวา ทองเพชร
นางเทวี ส่งเชื้อ
นางนพมาศ พะคะ
นางนภา เรืองบุญ
นางนวลจันทร์ ลือเพี่ยร
นางนิด ป้องนานาค
นางนิธิมา อุปมากาญจน
นางนิ่มนวล เพ็งพา
นางบรรจง คงคุลี
นางบัณฑิตย์ บุญเฮ้า
นางบัวลี ศรีจรรยา
นางบัวเลียน ลาจันทึก
นางบุญเจือ โลพิศ
นางบุญชอบ เสมาทอง
นางบุญเริ่ม ดลเรขา
นางบุญลอด เจริญศิริ
นางบุญเลิศ มะโนแก้ว
นางบุญส่ง อยู่สุข ตร
นางปราณี ศรีหนองเป็ด
นางปลอบ สัจจวิโส
นางปารมี แสวงผล
นางปิ่นแก้ว ค้อชากุล
นางผ่องศรี พลนามอินทร์
นางพเยาว์ แผ่ทอง
นางพรทิพย์ ทิพประมวล
นางพรทิพย์ แสงสวัสดิ์
นางพรทิพา คลิปฟ์
นางพัทยา อรุณดี
นางพิมพ์นิภา สารจันทร์
นางเพ็ญนิภา วิรัตินันท์
นางภัทรภรณ์ ไฝ่บุญ
นางมลตรา จันทร์แจ้ง
นางมะลิ ทิพย์วงศา
นางมัชฌิมา นาจะหมื่น
นางมิตร ชัยสงคราม
นางมี ชมจุมจัง
นางยุพิน ยาใจ
นางรจนา ทองจันทา
นางรทิตา ยศรุ่งเรือง
นางระดา เยาวะนิช
นางรัตนา ศรีไทรคู
นางรัตนาพร สมานชัย
นางรัศมี คุ้มสิน
นางราณี เลื่อมใสธรรม
นางรุ่งรัตน์ รักไทย
นางรุ่งแสง สารศิริ
นางเรณู ทาแกง
นางละออ ดำรงธรรม
นางลัดดา จันทร์ศรี
นางลำใย เพชรภักดี
นางวงเดือน วิชากร
นางวรณี โหยงโสภา
นางวรรณศรี จิกคำ
นางวันทอง บุญถ่าน
นางวันเพ็ญ เขียวลาด
นางวันเพ็ญ จวบศรี
นางวันเพ็ญ พนารัตน์
น.ส.เรณู นามจุมจัง
น.ส.ลวิล สิงห์กล้า
น.ส.ลำเจียก เสมาทอง
น.ส.วรุณทิพย์ ทาบทอง
น.ส.วันวิสา ไชยารี
น.ส.วาสนา บุญมีรัตน
นายสุระสิทธิ์ เสมาทอง
นายสุรินทร์ กลิ่นหอม
นายสุวันทอง สายลาม
ส.ต.ท.ธนาธิป โคตรคำ
น.ส.พิมลพรรณ ไกรยนุช
นางวาสทอง แสงกล้า
นางวาสนา คำมูลตรี
นางวิณาภรณ์ วิวัฒนันท์
นางวิภา จันทะบูลย์
นางวิมลรัตน์ บัวผัน
นางวิรัตน์ เครือพิมาย
นางศิริพร ศรีนุกูล
นางสใบทิพย์ จุลคำภา
นางสมเก่ง กวางสูงเนิน
นางสมควร ลือฤทธิ์
นางสมคิด เชื้อชัย
นางสมถวิล รัตนจำนงค์
นางสมถวิล สุขสวัสดิ์
นางสมบัติ มาสูงเนิน
นางสมบูรณ์ คงเสือ
นางสมบูรณ์ หงษ์วิเศษ
นางสมพร ภูแลศรี
นางสมพร แสนยะบุตร
นางสมหมาย อิสามี
นางสารภี นาไชยโย
นางสาริกา ชัยวะแรง
นางสำรวยทรัพย์ ฦาชา
นางสำรอง เพ็งแก้ว
นางสุกัลยา รัตนศรีวงษ์
นางสุขสงวน จุลชาติ
นางสุคนธ์ เลิศสงคราม
นางสุจิรา แสนศิริพันธ์
นางสุชาดา ทิมา
นางสุณี ทุหา
นางสุดสงวน บุญหนา
นางสุดสดา คำทอง
นางสุดา รายุก
น.ส.เบญจา เสมาทอง
นายสมโชค สุขราช
นายสมเดช สกุลจือเจริญ
นายสมพงษ์ นาไชยโย
นายสมมิตร แก้วกัญญาติ
นายสมศักดิ์ วรรณสุทธิ์
นางสุดา รายุก
นางสุนันทา บำรุงเอื้อ
นางสุพัดชา อิเคดะ
นางสุพิชฌาย์ จันโทภาศ
นางสุภร เรืองแดง
นางสุภา ไพจิตต์
นางสุภา วงศ์คำ
นางสุภาดี บุญถ่าน
นางสุมาลี ผลาพรม
นางสุริยวรรณ อายุศนิล
นางสุรีรักษ์ จันทร์ฤทธ์
นางเสนอ พ่อแก้ว
นางเสาวนีย์ ถือแก้ว
นางแสวง ชูแก้ว
นางโสภณา มัธยางกูล
นางโสภา พิมกำเนิด
นางหนูพร ปาสานะ
นางหัด พลนามอินทร์
นางอโนทัย ชุณหะวัน
นายวิรัตน์ เรืองนรา
นายวิวัฒน์ วิรัตินันท์
นายวิสูตร เปียมทวี
นายวีรศักดิ์ นพคุณทอง
นายวีรศักดิ์ นิสภา
นายวีระศักดิ์ ภูวัน
นายศรชัย จริงจิตร
นายศรายุทธ นามเพ็ง
นายศราวุฒิ ทิพประมวล
นางจันทร์เพ็ญ นามเพ็ง
นางจันทร์เพ็ญ บุษราคำ
นางจารุณีย์ จุ้ยไธสงค์
นางจารุพร นิลพรัตน
นางจิตรดา โฮมแพน
น.ส.กิ่ม ชาดี
น.ส.กุสุมา แสนเสนาะ
น.ส.คำผ่อง วิลา
น.ส.จันทร์ตรี บุญแรม
น.ส.จันทร์เพ็ญ บุญแรม
น.ส.จันทร์เพ็ญ พะคะ
น.ส.จารินี สัจจวิโส
นายศรีเมือง แสนยะบุตร
นายศรีสม วิศรุตรัตน
นายศรีอุทัย ชินบุตร
นายศักดิ์ชัย แซ่อึ้ง
นายสงวน มานะดี
นายสถาพร อำไพรัตน์
นายสนธยา วิมลทอง
นายสนั่น เผ่าวิหค
นายสม มาพระยืน
นายสมจิต ไกรการ
นายสมจิตร เลิศสงคราม
นายสมเจตต์ เครือสุคนธ์
นายสุเทพ ชะเอมโอษฐ
นายสุบิน นิคมเขตต์
นายสุรศักดิ์ พึ่งชื่น
น.ส.พรพิลัย เผ่าวิหค
น.ส.พัชรา นิคมเขตต์
น.ส.พิมพิลา มณีเพชร
น.ส.รัชนี ชัยสงคราม

 

 
  

  

 

 

สร้างรายได้กับบ้านสมุนไพรชัยมงคล    รายชื่อและเบอร์โทรห้องพักในหัวหินสำหรับเพื่อนๆครับ    ไปหัวหิน ต้องแวะไปชิมร้านนี้ รับรองไม่ผิดหวัง   สร้างรายได้กับบ้านสมุนไพรชัยมงคล    รายชื่อและเบอร์โทรห้องพักในหัวหินสำหรับเพื่อนๆครับ         
 
 
 Copyright © 2009:© All Rights Reserved ( Power by  Bansamonprai.com  Bansamonprai@gmail.com 
 
ขาย,น้ำ คลอโรฟิลล์, บ้านสมุนไพร ดอทเน็ต,บริษัท บ้านสมุนไพรชัยมงคล จำกัด,คอลอฟิว,คอลลาฟิว,คลอลอฟิล,คอลาฟิล,คอลลาฟิลล์,อัลฟัลฟ่า,คอลลาเจน,คอรอฟิว,คอรอฟิล,ครอโลฟิว,โคโลฟีน,คลอลอฟิลล์,โคโลฟิล,โคโรฟิลล์,โคโรฟิว,คอลาฟิว,คลอรอฟิลล์,คอโรฟิล,คลอโรฟิล,คอโรฟิลล์ ,โคโรฟีน,โคโรฟิวส์,คลอโรฟิลล์ ,โครโรฟิล, น้ำ คลอ โร ฟิ ล ล์,สาร คลอ โร ฟิ ล ล์,คลอ โล ฟิ ล,โค โร ฟิ ล ล์,คลอ โร ฟิ ล ล์,แบนเนอร์ คลอ โร ฟิ ล,คลอ โร ฟิ ล ล์ unicity,อาหาร เสริม คลอ โร ฟิ ล,หญิง, women, health, สุขภาพ, ผู้ชาย, รูป, wallpaper, sexy, ความงาม, สาวๆ, beauty, events, fashion,thai,pharmacy,herbs,สุขภาพ,ข่าว,ไข้,ไข้หวัดนก,web2.0,community,เกมส์,โรค,โรคเบาหวาน,โรคเอดส์,โรคติดต่อ,สมุนไพร,ไวรัส,ยา,แพทย์,โรงพยาบาล,คลินิค,เซ็กซ์,เพศ,News, news, New, new, ดีท๊อกซ์,ยาระบาย,ล้างสารพิษ,ล้างลำไส้ ล้างสารพิษ, ดีท๊อกซ์ ริดสีดวง ริดสีดวงทวาร ดีทอกซ์ ดีทอก ดีทอก ดีทอก detox  ล้างลำไส้ ล้างลำไส้ ล้างลำไส้ ระบบขับถ่าย มะเร็งลำไส้  มะเร็ง ล้างสารพิษ ท้องผูก ท้องผูก ท้องผูก ลดความอ้วน, ลดความอ้วน, อ้วน, ผอม,  detoxification, detoxication, health ดีทอกซ์ ยาระบาย ดีทอกซ์  ดีทอก ดีทอก ดีทอก detox  detox  ล้างลำไส้ ล้างลำไส้ ล้างลำไส้ ระบบขับถ่าย มะเร็งลำไส้  มะเร็ง ล้างสารพิษ ท้องผูก ท้องผูก ท้องผูก ลดความอ้วน, ลดความอ้วน, อ้วน, ผอม,  detoxification, detoxication, health, top of mind, 24 shape, 3S, 3s, 24 ince, 24 inch, จำหน่าย, รับสมัคร, ตัวแทน จำหน่าย, หารายได้, Prima, Life Time, Prima Life Time, Prima Life Time, Beauti Brink, Collagen Plus, รี ฟิตต้า, สวย เซ็กซี่ , Slimax, กาแฟรสชาติเยี่ยม, Fourr Fill, หาเงิน, ออนไลน์, หาเงิน รวย รายได้ดี, หาเงินทางเน็ต, make money online, Fourr Fil, G Rice-Ga Ba, Beauti Brink, Re Fitta, F-Block, Slimex Coffee, Miracle Vite, Prima Life Gold Soap, Gamma O, Calcivit, Hi-Briany, Fourr Fil, G Rice-Ga Ba, Beauti Brink, Re Fitta, F-Block, Slimex Coffee, Miracle Vite, Prima Life Gold Soap, Gamma O, Calcivit, Hi-Briany,Srim XS, Slim XS, weight loss, กัวซา, บำบัดโรค, oil pulling, ข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, การล้างลำไส้ทำให้อาการสิวดีขึ้น, ข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, 8 ความลับของสาวผอมเพรียว, ข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot,  กัวซา  | การถอนพิษแบบกัวซา, กัวซา, บำบัด, อุปกรณ์บำบัด, บำบัดโรคด้วยกัวซา, กัวซา, บำบัดโรค, กัวซา กัวซา, กัวซา, กวาซา, กัวซาบอร์ด, หวีกัวซา, กัวซา, Guasa, GUASA THERAPY,GUASA BOARD, ข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, 5 ท่ากระชับอกสวย, Talk of Town, Town Hilight, ฟันธงดวง 12 ราศี ปี 2553 หมอลักษณ์, ดูดวง, หมอลักษณ์, ปี 2553, ดวง 2553, ดูดวง 2553 อ.ลักษณ์, Hot Update!, Hot! Fashion, ใส่กางเกงขาสั้น ให้เหมาะกับรูปร่าง, Hot Update!, Hot! Fashion, วิธีแต่งหน้า เทรนด์เกาหลี, ข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, วิธีรักษาสิวเสี้ยน ลองทำแล้วได้ผลสุดๆข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, วิธีรักษาสิวเสี้ยน ลองทำแล้วได้ผลสุดๆ, สิว, สิวเสี้ยน, ฝี, กระ, ฝ้า, ดูแล, สุขภาพ, health, detox, beutyful, ข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, วิธีแก้เมาค้างสำหรับนักดื่มข้อมูลสุขภาพ, การดูแลสุขภาพ ,เว็บ สุขภาพ, สุขภาพ, การรักษาสุขภาพ, ข้อมูล, บทความ, เว็บไซต์, link,  โรงพยาบาล. เว็บไซต์โรงพยาบาล, ร้านสุขภาพ, ร้านอาหาร, เมนู, เมนูสุขภาพ, ท่องเที่ยว, สวน, สวนเพื่อสุขภาพ, สารอาหาร, สมุนไพร, หัวใจ, มะเร็ง, เบาหวาน, เด็ก, ผู้สูงอายุ, ผู้หญิง, เอดส์, กระดูกและข้อ, สุขภาพจิต, โรคอ้วน, ฟัน, health, healthy, herb, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, โรงพยาบาลประเทศไทย, โรงพยาบาลในประเทศไทย, โรงพยาบาล, คลินิก, โพลีคลินิก, คลินิกเวชศาสตร์ ร้านขายยา, เวชภัณฑ์, กายภาพ, นวดแผนไทย, การแพทย์แผนไทย, สปา, สมาคม, สมาคมการแพทย์, สมาคมทางการแพทย์, ชมรมการแพทย์, ชมรมทางการแพทย์, คลินิค, มูลนิธิ, มูลนิธิทางการแพทย์, มูลนิธิแพทย์, โรงพยาบาลทั่วประเทศ, คลินิกทั่วประเทศ, คลินิคทั่วประเทศ, คลีนิกทั่วประเทศ, คลีนิคทั่วประเทศ, ร้านขายยาทั่วประเทศ, สปาทั่วประเทศ, นวดแผนไทยทั่วประเทศ, การแพทย์แผนไทยทั่วประเทศ, กายภาพบำบัดทั่วประเทศ, ค้นหาโรงพยาบาล, ค้นหาคลินิก, ค้นหาโพลีคลินิก, ค้นหาคลินิกเวชศาสตร์, ค้นหาร้านขายยา, ค้นหาเวชภัณฑ์, ค้นหากายภาพ, ค้นหานวดแผนไทย, ค้นหาการแพทย์แผนไทย, ค้นหาสปา, ค้นหาสมาคม, ค้นหาสมาคมการแพทย์, ค้นหาสมาคมทางการแพทย์, ค้นหาชมรมการแพทย์, ค้นหาชมรมทางการแพทย์, ค้นหามูลนิธิ, ค้นหาคลินิค, ค้นหาคลีนิก, ค้นหาคลีนิค, ค้นหาโพลีคลินิค, ค้นหาโพลีคลีนิก, ค้นหาโพลีคลีนิค, ค้นหาโรงพยาบาลประเทศไทย, ค้นหาโรงพยาบาลในประเทศไทย, ข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, ข้อห้ามเมื่อเข้านอนข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, ข้อห้ามเมื่อเข้านอนสุขภาพ, กิน, อ้วน, ผอม, รักษา, สุขภาพ, วิธี, ดีท๊อกซ์, อาหารเสริม, แหล่ง สุขภาพ, หาเงิน, รวย สุขภาพ, เกร็ดความรู้, ข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, ออยล์พูลลิ่ง (Oil Pulling Therapy) - ดีท็อกซ์สารพิษ, VIRGIN COCONUT OIL, ดีท๊อกซ์,ยาระบาย, ดีท๊อกซ์ ริดสีดวง ริดสีดวงทวาร ดีทอกซ์ ดีทอก ดีทอก ดีทอก detox  ล้างลำไส้ ล้างลำไส้ ล้างลำไส้ ระบบขับถ่าย มะเร็งลำไส้  มะเร็ง ล้างสารพิษ ท้องผูก ท้องผูก ท้องผูก ลดความอ้วน, ลดความอ้วน, อ้วน, ผอม,  detoxification, detoxication, health ดีทอกซ์ ยาระบาย ดีทอกซ์  ดีทอก ดีทอก ดีทอก detox  detox  ล้างลำไส้ ล้างลำไส้ ล้างลำไส้ ระบบขับถ่าย มะเร็งลำไส้  มะเร็ง ล้างสารพิษ ท้องผูก ท้องผูก ท้องผูก ลดความอ้วน, ลดความอ้วน, อ้วน, ผอม,  detoxification, detoxication, health, ข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, วิธีแก้เมาค้างสำหรับนักดื่มข้อมูลสุขภาพ, การดูแลสุขภาพ ,เว็บ สุขภาพ, สุขภาพ, การรักษาสุขภาพ, ข้อมูล, บทความ, เว็บไซต์, link,  โรงพยาบาล. เว็บไซต์โรงพยาบาล, ร้านสุขภาพ, ร้านอาหาร, เมนู, เมนูสุขภาพ, ท่องเที่ยว, สวน, สวนเพื่อสุขภาพ, สารอาหาร, สมุนไพร, หัวใจ, มะเร็ง, เบาหวาน, เด็ก, ผู้สูงอายุ, ผู้หญิง, เอดส์, กระดูกและข้อ, สุขภาพจิต, โรคอ้วน, ฟัน, health, healthy, herb, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, โรงพยาบาลประเทศไทย, โรงพยาบาลในประเทศไทย, โรงพยาบาล, คลินิก, โพลีคลินิก, คลินิกเวชศาสตร์ ร้านขายยา, เวชภัณฑ์, กายภาพ, นวดแผนไทย, การแพทย์แผนไทย, สปา, สมาคม, สมาคมการแพทย์, สมาคมทางการแพทย์, ชมรมการแพทย์, ชมรมทางการแพทย์, คลินิค, มูลนิธิ, มูลนิธิทางการแพทย์, มูลนิธิแพทย์, โรงพยาบาลทั่วประเทศ, คลินิกทั่วประเทศ, คลินิคทั่วประเทศ, คลีนิกทั่วประเทศ, คลีนิคทั่วประเทศ, ร้านขายยาทั่วประเทศ, สปาทั่วประเทศ, นวดแผนไทยทั่วประเทศ, การแพทย์แผนไทยทั่วประเทศ, กายภาพบำบัดทั่วประเทศ, ค้นหาโรงพยาบาล, ค้นหาคลินิก, ค้นหาโพลีคลินิก, ค้นหาคลินิกเวชศาสตร์, ค้นหาร้านขายยา, ค้นหาเวชภัณฑ์, ค้นหากายภาพ, ค้นหานวดแผนไทย, ค้นหาการแพทย์แผนไทย, ค้นหาสปา, ค้นหาสมาคม, ค้นหาสมาคมการแพทย์, ค้นหาสมาคมทางการแพทย์, ค้นหาชมรมการแพทย์, ค้นหาชมรมทางการแพทย์, ค้นหามูลนิธิ, ค้นหาคลินิค, ค้นหาคลีนิก, ค้นหาคลีนิค, ค้นหาโพลีคลินิค, ค้นหาโพลีคลีนิก, ค้นหาโพลีคลีนิค, ค้นหาโรงพยาบาลประเทศไทย, ค้นหาโรงพยาบาลในประเทศไทย, ข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, ข้อห้ามเมื่อเข้านอนข่าวสุขภาพ, ข่าวสุขภาพ Hot, ข้อห้ามเมื่อเข้านอนสุขภาพ, กิน,