และจากการศึกษาพบว่า การเสียชีวิตของชาวฮันซา ไม่ได้เสียชีวิตจากการทรุดโทรมของร่างกายหรือเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย (Not senile nor sick with diseases)เลย แต่การเสียชีวิตของชาวฮันซา จะเสียชีวิตเนื่องจากเซลล์หมดอายุขัยของมันเองตามธรรมชาติ แตกต่างกับการเสียชีวิตของประชากรชาวไทย ในปัจจุบัน ซึ่งเสียชีวิตด้วยความทุกข์ทรมารแบบเต็มยศ ดังที่ นายแพทย์เฉก ธนะศิริ กล่าวว่า คนไทยเวลานี้ตายกันอย่างเต็มยศ คือตายด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
ตายด้วยโรคมะเร็ง โรคพวกนี้จะต้องไปตายในห้องไอซียู
ใส่สายระโยงระยางทั้งจมูก ปาก สายปัสสาวะ อุจจาระ และสายน้ำเกลือ พะรุงพะรังเหมือนสายสะพายเลยทีเดียว
.
ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ จึงค้นคว้าเพื่อหาสารอาหารทดแทน จากทั่วโลก เพื่อทดสอบหาคุณค่าทางอาหาร ในการวิจัยเพื่อค้นคว้าหาพืชอาหารในฝันที่อุดมด้วยโภชนาการ ได้มีการวิเคราะห์พืชอาหารแทบทุกชนิดมากกว่า 6,000 ชนิด ซึ่งมีทั้งถั่ว ผัก และหญ้าและพืชสมุนไพรต่างๆ จากเมล็ด ใบ ต้น ของพืชเหล่านั้น ในที่สุดก็ค้นพบคลอโรฟิลล์จากอัลฟัลฟ่านั้นคืออาหารในฝัน อัลฟัลฟ่า คือพืชตะกูลถั่ว ซึ่งขึ้นในแถบทะเลทรายเมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล และนำมาใช้เป็นสมุนไพร เพื่อเพิ่มความแข็งแรงแก่ร่างกาย อัลฟัลฟ่าเป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหาร และมีคลอโรฟิลล์สูง เป็นพืชที่ให้เอสโตรเจนธรรมชาติ รวมไปถึงเอม์ไซด์ 8 ชนิด คือ ไลเปส (Lipase) ,อมีเลส (Amylase) , โคกูเลส (Coagulase) , อีมัลชิน (Emulsin) , อินเวอเทส (Invertase) , โปรตีส (Protese) ที่สามารถต่อต้านสารพิษต่างๆ ได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นๆ
ดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า แพทย์แบ่งออกเป็น แพทย์ทั่วไป ซึ่งรักษาผู้คนทั่วไปเพื่อให้หายจากอาการเจ็บป่วยนั้นคือคำกล่าวที่ถูกต้อง แต่ปัจจุบันมีแพทย์อีกลุ่มนึงซึ่งแบ่งแยกออกไป เพื่อศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติบำบัด โดยศึกษาว่าทำอย่างไรมนุษย์ จึงจะมีอายุยืนยาวและปราศจากการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากในปัจจุบัน กับแพทย์ทางเลือก
จากที่นายแพทย์วิฑูรย์ แสงสิงแก้ว ได้กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันนี้คนกรุงกำลังป่วยด้วยโรคความมั่งคั่ง คือป่วยเพราะรับประทานเนื้อ นม ไข่ มากจนเกินปริมาณความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะ เนื้อ นม ไข่ ที่ไม่ได้มาจากการเจริญเติบโตโดยธรรมชาติของมัน แต่เติบโตมาจากการขัง การขุนด้วยอาหารสารเคมีและยาปฏิชีวนะ
ดังนั้นการบริโภคผักผลไม้สดเป็นอาหารหลักจึงจำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แต่ในปัจจุบัน เป็นการยากที่จะหลีกเหลี่ยงสารอาหารที่เป็นพิษ เนื่องจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปล้วนประกอบไปด้วย การปลูกพืชที่ใช้สารเคมี ใช้ย่าแมลง การปลูกเพื่อการค้า และการเลี้ยงสัตว์ที่ผิดธรรมชาติ เลี้ยงเพื่อการพาณิชย์ ทำให้เกิดสารการสะสมของสารพิษเข้าไปในร่างกายโดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น วัวเลี้ยงด้วยสารดีอีเอส (DES) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง (ยาปฏิชีวนะ) ,หมูเลี้ยงด้วย เลนดอน ซัลบูทามอล (ยาปฏิชีวนะ) , ไก่เลี้ยงด้วยฮอร์โมนฝังหัวไก่ เนื่องจากปัจจุบันการเลี้ยงเป็นการเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ ไม่ได้เลี้ยงตามธรรมชาติเหมือนในอดีต ถ้าเกษตรกรรายใด เลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ ก็จะทำให้เอเย่นต์ไม่รับซื้อ เนื่องจากเนื้อไม่แดงชัดเหมือนสัตว์ที่เลี้ยงด้วยสารเคมี รวมทั้งการใช้ยาฆ่าแมลงในผัก ซึ่งจะสะสมเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากผักและผลไม้ จะขายได้ราคาไม่ดีหากมีแมลงกัดกินพืชผล เกษตรกรบางรายจึงนิยมฉีดยาฆ่าแมลง และขายในช่วงที่ไม่ครบระยะกำหนดของตัวยานั้นๆ
เนื่องจากในปัจจุบันเป็นการยากที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค จากการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงผิดธรรมชาติรวมถึงการได้รับยาฆ่าแมลงจากพืชผัก มาบริโภคพืชผักผลไม้สดปลอดสารพิษ วันละ 1-2 กิโลกรัมได้
ดังนั้นการผลิตพลังงานสีเขียวจากอัลฟัลฟ่า จึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในปัจจุบันที่สามารถทำให้ร่างกายรับสารอาหารที่มีคุณค่าเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ต่อต้านความเจ็บป่วยและมีชีวิตที่ยืนยาวได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ที่ได้จากพืชผัก ที่ใช้เป็นเสริมอาหารบำรุงร่างกายในปัจจุบันจะสมควรเลื่อนชั้นเป็น อาหารอายุวัฒนะ ได้หรือไม่นี้ ผู้ใช้คลอโรฟิลล์จะเป็นผู้ให้คำตอบได้เอง
ระบบเลือด
คลอโรฟิลล์ทำหน้าที่บำรุงเลือด ล้างพิษและทำลายอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ในเม็ดเลือด ทำให้เลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถวัดและเห็นผลได้ชัดเจน อธิบายได้ดังต่อไปนี้
เมื่อเจาะเลือดมาขยายดูในกล้องจุลทรรศน์ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงจะพบว่าเม็ดเลือดแดงกระจายกันอยู่ในน้ำเลือดพลาสม่า ( Plasma)
เม็ดเลือดแดงแต่ละตัวมีลักษณะกลมและแบนคล้ายขนมโดนัท ส่วนที่แบนทั้งสองด้านจะเว้าตรงกลางซึ่งสำคัญมาก เพราะส่วนเว้านี้คือ พื้นที่ผิวทำปฎิกิริยาทางชีวเคมีต่างๆ แลกเปลี่ยนอาหาร ตลอดจนการขับถ่ายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียต่างๆ
การทำงานให้มีอย่างประสิทธิภาพของเม็ดเลือดแดง จะอยู่กระจายออกจากกันทำให้มีพื้นที่ผิวเป็นอิสระจึงทำงานได้อย่างเต็มที่ 100% ทำให้ร่างกายมีสุขภาพดี ตามมาตรฐานสากล ในเลือด 1 ลูกบาศก์มิลล์เมตร มีเม็ดเลือดแดง 4-5 ล้านตัว ร่างกายของคนเรามีเลือดทั้งหมดประมาณ 5 ลิตร จึงมีเม็ดเลือดแดง 25 ล้านตัว
ส่วนผู้ที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เม็ดเลือดแดงจะจับกันอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อนสลับกันกับน้ำเลือดพลาสม่าที่ไม่มีเม็ดเลือดแดง กลุ่มก้อนของเม็ดเลือดแดงจะมีการซ้อนตัวของเม็ดเลือดแดงทับกันอยู่ที่เรียกว่า รูโล (Rouleaux) เป็นจำนวนมากมองเห็นเหมือนเศษสตางค์เหรียญหลายๆ อันซ้อนกันอยู่
เม็ดเลือดแดงมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 ไมครอน ความหนาที่ขอบเม็ดเลือดแดง 2 ไมครอน เม็ดเลือดแดง 1 ตัว มีพื้นที่ผิวทำงานเต็มประสิทธิภาพ ( 100%) 130 ตารางไมครอน ( 1 เมตร= 1,000,000 ไมครอน , 1 ซ.ม. = 10,000)
การจับตัวเป็นกลุ่มก้อนหนาแน่นอย่างนี้ ทำให้เม็ดเลือดแดงเหลือพื้นที่ผิวอิสระที่จะทำงานได้น้อย.... ทำงานได้ 5-15% นั้นหมายความว่าเลือดทำงานสูญเสียประโยชน์ไปถึง 85-95% นับเป็นการสูญเสียอย่างมากมาย เพราะความสำคัญของเลือดคือไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย ร่างกายมีเซลล์ทั้งหมดประมาณ 60-100 ล้านล้านเซลล์ ทุกๆ เซลล์รอรับก๊าซออกซิเจนที่ส่งไปเลี้ยงเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดแดงที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ จะกระจายออกจากกันในน้ำเลือดพลาสม่า เพื่อที่จะได้มีพื้นที่ผิวทำปฎิกิริยาชีวเคมีต่างๆ ได้โดยสะดวก
การที่เม็ดเลือดแดงมาจับตัวเป็นกลุ่มก้อนเป็นหย่อมๆ เนื่องจากในน้ำเลือดมีสารพิษหรืออนุมูลอิสระ ( Free Radicals) ที่ได้รับมาจากสภาพแวดล้อมที่เบี่ยงเบนธรรมชาติ และได้สะสมติดต่อกันมาเป็นเวลานานถึง 20-30 ปี เมื่อร่างกายหายใจเอสารพิษ ประกอบกับบริโภคอาหารที่ผิดธรรมชาติเข้าไป โดยไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวก็ตามสารพิษนานัปการจะเข้าสู่กระแสโลหิต ซึ่งเป็นตัวกลางขนส่งสารเหล่านี้ไปยังทุกๆ เซลล์ของอวัยวะภาพในร่างกาย มีผลทำให้ร่างกายอ่อนแอ
หลังจากรับประทานคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 120 มิลลิกรัม (15 ซีซี ในน้ำดื่มครึ่งถึงหนึ่งแก้ว) ประมาณ 20-30 นาที คลอโรฟิลล์จะทำหน้าที่ล้างพิษในเม็ดเลือด เมื่อเจาะเลือดออกมาดูในกล้องจุลทรรศน์ จะพบว่าเม็ดเลือดแดงมีการกระจายตัวออกจากกันมีพื้นผิวทำงานได้ดีอย่างชัดเจน
การล้างพิษในเลือด การทำลายอนุมูลอิสระในเลือด การทำความสะอาดให้กับเลือด ทำให้เลือดทำงานมีประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นส่วนสำคัญมากในการที่จะมีสุขภาพแข็งแรง เป็นหัวใจของการดำรงชีวิตให้ยืนยาวและมีความสุข
ผู้มีสุขภาพดีตามมาตรฐานสากล คืออายุขัยเฉลี่ย 66-70 ปี มีจำนวนเม็ดเลือดแดง 4.5 ล้าน-5 ล้านตัวในน้ำเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร
ร่างกายมนุษย์ที่มีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่ามาตราฐาน จะเป็นผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง เพราะการมีเม็ดเลือดแดงน้อย หมายความว่าเลือดมีความสามารถน้อยลง มีประสิทธิภาพลดลงในการที่จะนำพาสารอาหารไปเลี้ยงร่างกาย
มิสตเตอร์ พีท มาลอฟฟ์ เป็นผู้บริหารระดับสูงของชุมชนหนึ่งในประเทศแคนาดา ได้พาลูกสาวซึ่งมีร่างกายอ่อนแอมากไปตรวจที่โรงพยาบาลเมโย แพทย์บอกว่าเธอเป็นโรคโลหิตจางชนิด Pernecious Anemia แต่ในขบวนการรักษาต้องฉีดยาซึ่งสกัดมาจากอวัยวะของสัตว์ ตระกูลมาลอฟฟ์เป็นผู้บริโภคอาหารพืชผักผลไม้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ลูกสาวของมิสเตอร์มาลอฟฟ์ก็เช่นกัน ยอมเสียชีวิตดีกว่าที่จะยอมรับวิธีการใดๆ ที่มีการไปทลายชีวิตสัตว์ ดังนั้นเธอจึงมาที่คลินิกธรรมชาติบำบัดของ ดร. เบอร์นาร์ด เจนเสน ให้ทำการรักษา ดร.เจนเสน ให้เธอดื่มคลอโรฟิลล์ชนิน้ำครั้งละ 5 ซีซี วันละ 8 ครั้ง ( วันละ 320 มิลลิกรัม) ทุกวันติดต่อกันนานสามเดือน จำนวนเม็ดเลือดแดงจาก 2.8 ล้านตัวต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร เพิ่มขึ้นเป็น 3.8 ล้าน ในสิ้นเดือนแรก และเป็น 4.5 ล้านเมื่อสิ้นเดือนที่สาม ซึ่งถือได้ว่ามีเม็ดเลือดแดงในปริมาณปกติ หลังจากนั้นเธอมีสุขภาพดีเป็นปกติ ต่อมาได้แต่งงานและมีบุตรอีกหลายคน
คลอโรฟิลล์ให้ผลดีมากในการแก้ไขโรคโลหิตจางหลายประเภท มิสเตอร์ กาซซานอฟ เป็นผู้มีอายุยืนยาวคนหนึ่งของรัสเซีย ในปีค.ศ. 1971 เขามีอายุได้ 153 ปี ดร. เบอร์นาร์ด เจนเสน ได้ทำการตรวจดูเลือดของกาซซานอฟ พบว่าเขามีเม็ดเลือดแดง 6.5 ล้านตัวใน 1 ลูกบาศก์มิลล์เมตร
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการตรวจดูเลือดของมนุษย์ภูเขาที่มีอายุยืนเกินหนึ่งร้อยปี ได้พบว่ามนุษย์ภูเขามีเม็ดเลือดแดงวัดได้ถึง 7.5 ล้านตัวใน 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร หมายความว่าจำนวนเม็ดเลือดแดงที่มีมากกว่า (แน่นอนจะต้องเป็นเม็ดเลือดแดงที่อยู่กระจายห่างกัน ไม่ใช่อยู่ติดกันเป็นกลุ่มก้อน ) คือเม็ดเลือดแดงที่ทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพ เพราะจะเป็นตัวนำพาอาหารและก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทุกอวัยวะได้ทั่วถึงจริง
คลอโรฟิลล์ช่วยลดความดันโลหิตสูง เลือดที่มีความดันสูงทำให้เหนื่อยง่ายเป็นลมง่าย ที่สำคัญคือทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น คลอโรฟิลล์ช่วยฟื้นฟูการทำงานของหัวใจ ช่วยปรับการหมุนเวียนของโลหิตทั้งร่างกายให้ดีขึ้น คลอโรฟิลล์ไม่มีผล กับผู้ที่มีความดันเลือดปกติ
คลอโรฟิลล์จึงเป็นเสริมอาหารบำรุงเลือดที่ดีที่สุด ดังคำกล่าวที่ว่า เลือดพืชมีสีเขียว เลือดมนุษย์มีสีแดง มนุษย์จะมีสุขภาพที่ดีได้เลือดจะต้องไม่มีพิษ นั่นคือ
จงล้างพิษด้วยพืชสีเขียว
โรคมะเร็ง
โรคมะเร็ง เป็นโรคที่น่าสะพรึงกลัว ในยุคของเรา และทำลายชีวิตสูงเป็นอันดับสองทั้งๆ ที่มีการค้นคว้าและทดลองมาก แต่มนุษย์เป็นจำนวนมากก็ยังต้องตายเพราะโรคมะเร็ง มะเร็งเกิดจากเซลล์ร่างกายปกติที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็ง สารก่อมะเร็ง เช่น รังสี และสารพิษต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ นอกจากนี้ สารเบนซ์ไพรีน (Benzpyrene) ที่พบในเนื้อย่าง เนื้อเผา ก็เป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน สารก่อมะเร็งนี้เราเรียกว่า อนุมูลอิสระ เกิดขึ้นได้โดยขบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย (Metabolism) ในคนปกติการเกิดอนุมูลอิสระจะถูกควบคุมเอาไว้ แต่ถ้าหากมีอนุมูลอิสระเข้าสู่ร่างกายมากผิดปกติ ตัวอนุมูลอิสระนี้จะไปทำลายเซลล์ปกติให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง ในคลอโรฟิลล์จากอัลฟัลฟ่า มีเอ็มไซด์ ชื่อ เปอร์ออกซิเดส ทำหน้าที่ เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นจำนวนมาก เช่น ไวตามินเอ , ไวตามินซี และไวตามินอี ซึ่งช่วยกำจัดสารก่อมะเร็งอีกด้วย การที่ไวตามินเหล่านี้ทำงานร่วมกับเอ็มไซม์เปอร์ออกซิเดส จึงทำให้คลอโรฟิลล์ จากอัลฟัลฟ่ามีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดสารก่อมะเร็ง คลอโรฟิลล์ มีคุณสมบัติต่อต้านออกซิเดชั่นและกำจัดอนุมูลอิสระ จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็ง การบริโภคคลอโรฟิลล์จะทำให้มีภูมิต้านทานโรคเหล่านี้ เพราะในโลกปัจจุบันมีสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษ สารก่อมะเร็งและอนุมูลอิสระล้อมรอบตัวเราอยู่ในทุกขณะ
โรคเบาหวาน
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่สลับซับซ้อน เมื่อเกิดขึ้นแล้วยากต่อการรักษาโรคให้หายขาด โรคอ้วนและการบริโภคอาหารผิดๆ และขาดการออกกำลังกายมีส่วนทำให้เกิดโรคนี้ อัตราการเกิดโรคนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันนี้โรคเบาหวาน เป็นตัวก่อให้เกิดอาการโรคแทรกซ้อนอีกมากชนิด และที่เป็นอันตรายมากที่สุดคือ การเสื่อมของระบบการไหลเวียนของเลือด (ประมาณ 40 % ของผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยโรคนี้) คลอโรฟิลล์จึงช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดและช่วยเพิ่มการหมุนเวียนของระบบเลือด ดังนั้นคลอโรฟิลล์จึงช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดอันเกิดจากโรคเบาหวาน
ผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด
โรคเบาหวานเกิดขึ้นเมื่อตับอ่อนไม่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อขาดอินซูลินกล้ามเนื้อจะไม่สามารถดูดซับน้ำตาลกลูโคสจากหลอดเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากกว่าระดับปกติ น้ำตาลเมื่อร่างกายไม่ดูดซึมก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะ นั้นคือ แร่ธาตุอาหารจะไหลออกจากร่างกายโดยไม่ได้ประโยชน์ การรักษาโรคเบาหวานที่ถูกต้องและดีที่สุด คือการกระตุ้นให้ตับอ่อนสามารถทำการผลิตอินซูลิน ออกมาเอง การฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายนั้นเป็นวิธีการรักษาโดยทั่วไป
เราได้ค้นพบว่าบทบาทของคลอโรฟิลล์ในร่างกายคนนั้นคล้ายอินซูลินมาก เมื่อฉีดสารประกอบที่ละลายน้ำเข้าทางเส้นเลือดของหนู 2 กลุ่ม ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติและระดับน้ำตาลในเลือดสูงโดยเกิดจากการฉีดกลูโคสเข้าไป เราพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของหนูทั้ง 2 กลุ่ม ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและจะอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน แต่เมื่อให้หนูทั้ง 2 กลุ่มกินคลอโรฟิลล์ทางปากพบว่าหนูที่มีระดับปกติ นั้น ระดับน้ำตาลในเลือดจะเปลี่ยนแปลงน้อยมากแต่หนูที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงสู่ระดับปกติหลังจากการกินคลอโรฟิลล์ เนื่องจากการบริโภคคลอโรฟิลลได้พิสูจน์แล้วว่า จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติให้ลดลงมาเป็นปกติ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวอย่างมั่นใจได้ว่า คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นข่าวดีที่สำคัญยิ่งต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานต่อไป
โรคตับ
ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคตับ ผู้ที่ได้รับการบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำมีรายงานผลเกี่ยวกับการทำงานของตับดีขึ้น ถึงแม้ผู้ป่วยที่มีตับผิดปกติ เมื่อได้รับการบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำจะช่วยลดความผิดปกตินั้นได้อย่างมาก การที่คลอโรฟิลล์มีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคตับได้ผลดีก็เพราะในคลอโรฟิลล์มีธาตุคลอรีนและโปแตสเซี่ยมสูง คลอรีนจะช่วยสลายไขมันที่สะสมในตับ โปแตสเซี่ยมก็มีความจำเป็นต่อตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็งมักจะขาดโปแตสเซี่ยม สัดส่วนของแร่ธาตุที่สมดุลในคลอโรฟิลล์ (เช่น คลอรีนและโปแตสเซี่ยม) จะช่วยรักษาระบบการทำงานของตับ
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS)
ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS) เกิดจากเชื้อไวรัสได้ค้นพบในปี 1981 โรคเอดส์มี 2 ชนิด ได้แก่ HIV-1 ซึ่งพบมากในอเมริกาใต้ ยุโรป และเอเชีย และเชื้อ HIV-2 ซึ่งพบมากในอัฟริกาตะวันตก โรคเอดส์ เป็นภัยร้ายแรงที่อาจทำให้มนุษยชาติถึงกับสูญพันธ์ได้ จึงเป็นที่หวาดหวั่นของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคนี้เมื่อเป็นแล้วยังไม่มีวิธีหรือยาใดๆ รักษาได้ในขณะนี้ การแพร่ระบาดทางเพศสัมพันธ์ทำให้การป้องกันเป็นไปได้ยาก การถ่ายเลือดก็ยังเป็นสาเหตุของการระบาดของโรคนี้
พลังสีเขียวจากอัลฟัลฟ่านี้มีสารอาหารหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่มีสารชนิดหนึ่งที่ละลายน้ำได้และมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเอดส์ สารละลายตัวนี้ยังอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคเอดส์ด้วย คลอโรฟิลล์มีสารช่วยกระตุ้นการหลั่งของโปรแลคทีน(Prolactin) และฮอร์โมนทำให้เติบโต (Growth Hormone) จากต่อมใต้สมอง (Pitutiary) สารฮอร์โมนทั้งสองนี้จำเป็นต่อการรักษาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและช่วยซ่อมแซมการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกันตามปกติ นอกจากนี้สารฮอร์โมนทั้งสองชนิดนี้ยังมีหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้ฟื้นตัว เนื่องจากคลอโรฟิลล์มีอำนาจในการยับยั้งการแพร่พันธ์ของเชื้อไวรัสเอดส์ด้วยการเป็นตัวกระตุ้นให้มีระบบออกซิเจนในเลือดมากขึ้น ออกซิเจนนี่เองที่จะไปทำให้การเพิ่มขึ้นของไวรัส (HIV) ลดจำนวนลงในที่สุด และช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้อยู่ในสภาพมีพลานามัยดี คลอโรฟิลล์จึงเป็นเครื่องที่มีประสิทธิ์ภาพในการต่อต้านโรคเอดส์ ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยด้วยโรคเอดส์จะมีภูมิคุ้มกันผิดปกติและเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ทำให้เกิดการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และหายยากกว่าคนปกติทั่วไป คลอโรฟิลล์จะเข้าไปกระตุ้นต่อมไร้ท่อให้สร้างฮอร์โมนที่จะไปสั่งงานให้ระบบภูมิคุ้มกันได้อีกส่วนหนึ่ง ทำให้สร้างฮอร์โมนที่จะไปสั่งงานให้ระบบภูมิคุ้มกันได้อีกส่วนหนึ่ง ทำให้ระยะเวลาของการติดเชื้อของผู้ป่วยโรคเอดส์ห่างออกไปเรื่อยๆ จนเกิดการติดเชื้อได้ยาก และปกติ ในที่สุดจะเหลือ HIV ที่ยังคงอยู่ในระบบเลือด แต่ทั้งนี้เลือดที่มีออกซิเจนมากขึ้นและมีความเป็นด่างมากขึ้นจะทำให้ HIV ไวรัสค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ (Human Immunodeficiency Virus คือ ไวรัสที่เข้าไปทำลายระบบคุ้มกันในร่างกายของคน ผู้ป่วยโรคเอดส์ไม่ได้ตายเพราะไวรัสชนิดนี้ แต่ตายเพราะเชื้อโรคอื่นที่แรกซ้อนเข้าไป เนื่องจากขาดภูมิคุ้มกัน)
โรคหัวใจ
ประสิทธิภาพในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนโลหิต เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตในประเทศที่พัฒนาแล้ว คือ เส้นเลือดหัวใจอุดตัน และอัมพาต เป็นผลสืบเนื่องจาก ระดับไขมันในเลือดสูง และความผิดปกติของหลอดเลือดอักเสบ อนุมูลอิสระจำพวกเปอร์ออกไซด์ และออกไซด์ต่างๆ ทำให้ผนังหลอดเลือดอุดตันอาหารและเอ็มไซม์ไม่สามารถ จะไหลผ่านไปได้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายโดยเฉียบพลัน อาการเบื้องต้นของคนเป็นโรคหัวใจเรียกว่า แองไจน่าแมคดอริส ก็ คือ อาการเจ็บปวดอย่างรุ่นแรงบริเวณหน้าอกเหมือนถูกของมีคมทิ่มแทงกลางอก (Heart Attack) จนหายใจไม่ออก เป็นสื่อสัญญาณ อันตรายของการเกิดหัวใจวาย (Heart Failure)
หัวใจซึ่งเป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่งที่แข็งแรงและทำงานสูบฉีดตลอดเวลา ในการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจนั้นต้องการแร่โปแตสเซียม ร่างกายจะรักษาสัดส่วนของโปแตสเซียมต่อโซเดียมเอาไว้ให้สมดุลต่อกัน เมื่อปริมาณโปแตสเซียมลดลงจะทำให้สัดส่วนของโซเดียมเพิ่มขึ้น การทำงานที่เคร่งเครียดในแต่ละวัน จะทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดลดลง ซึ่งถ้าท่านทำงานเครียดจะต้องเพิ่มระดับของโปแตสเซียมให้สมดุล อาหารจานด่วนและอาหารปรุงแต่งในปัจจุบันนี้มักขาดโปแตสเซียม การบริโภคอาหารประเภทนี้บ่อยครั้งจะทำให้ร่างกายขาดธาตุโปรแตสเซียมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะเป็นผลทำให้เกิดโรคหัวใจขึ้นมาได้ ต้นเหตุของความดันโลหิตสูงเกิดจากหลอดเลือดตีบตัน และการมีแร่ธาตุโซเดียมสูงผิด ปกติ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันความดันโลหิตสูง จึงต้องจำกัดการบริโภคเกลือและต้องบริโภคโปแตสเซียมให้เพียงพอ คลอโรฟิลล์มีโปแตสเซียมสูง โซเดียมต่ำและช่วยลดคลอเรสตอรอลอันเป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบตัน จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี
เราจะป้องกันโรคหัวใจวายได้อย่างไร วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ จะต้องไม่ให้มีปริมาณของเสียเพิ่มขึ้นในเลือดจนไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ คลอโรฟิลล์มีสารลดคลอเรสตอรอล กำจัดอนุมูลอิสระ( เพราะมีสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ 2-0-GIV) ลดการตกตะกอนของเกล็ดเลือดและช่วยละลายของเสียในหลอดเลือดด้วยเหตุนี้ คลอโรฟิลล์สามารถช่วยป้องกันและรักษาโรคหัวใจได้
โรคความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูง เป็นภาวะอันตรายของคนในวัยกลางคนขึ้นไป สาเหตุเกิดจากการสะสมของคลอเลสตอรอล และหลอดเลือดอุดตัน เพื่อป้องกันความดันโลหิตสูง ประการแรก คือ การลดระดับคลอเรสเตอรอล รายงานการทดลองพบว่า คลอโรฟิลล์ ช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยป้องกันการดูดซึมคลอเรสเตอรอล ในทางการแพทย์ปัจจุบันนี้ได้ใช้สารเบทาซิโทสเตอรอล (Beta setosterol) ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลของผู้ป่วยที่มีคลอเรสเตอรอลสูง และสารเหล่านี้มีอยู่ในคลอโรฟิลล์ อัลฟัลฟ่าในปริมาณมากพอสมควร คลอโรฟิลล์ มีประสิทธิภาพสูงดุจตัวยาที่ใช้ในการลดคลอเรสตอรอลทางการแพทย์ แต่คลอโรฟิลล์เป็นพลังงานสีเขียวที่สกัดจากอัลฟัลฟ่า 100 % จึงไม่มีผลข้างเคียงที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค
ผู้ที่มีกลิ่นตัวและลมหายใจเหม็น
คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพในการกำจัดกลิ่นลมหายใจ (Halitosis) และกลิ่นตัวได้อย่างดี ถึงแม้จะไม่ใช่อาการของโรคร้าย แต่ก็มีผลต่อชีวิตการทำงาน สังคมและชีวิตส่วนตัว การกำจัดปัญหาเรื่องกลิ่นตัวเหล่านี้จึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้มีปัญหา คลอโรฟิลล์มีคุณสมบัติในการระงับกลิ่นอย่างต่อเนื่อง ประสิทธิภาพในการกำจัดกลิ่นนี้เป็นที่ทราบกันทั่วไปดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ทั่วไปในการดับกลิ่นลมหายใจและกลิ่นตัวจึงต้องมีคลอโรฟิลล์ผสมอยู่ เช่นในหมากฝรั่ง เป็นต้น คลอโรฟิลล์สามารถออกฤทธิ์การกำจัดกลิ่นได้ดีการบริโภคคลอโรฟิลล์จะให้ผลกำจัดกลิ่นลมหายใจได้ทันที กลิ่นลมหายใจมักเกิดจากเหงือกอักเสบมีหนอง หรือกระเพาะอาหารผิดปกติ คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพช่วยลดการอักเสบได้ดี จึงสามารถกำจัดกลิ่นที่ต้นเหตุได้อีกด้วย
กำจัดกลิ่นและแบคทีเรีย
คลอโรฟิลล์ช่วยดับกลิ่นปากได้แต่มีพิเศษไปกว่านั้นก็คือ สามารถช่วยกำจัดกลิ่นที่ต้นเหตุกลิ่นตัวเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทำปฎิกิริยากับเหงื่อไคล หรือสิ่งขับถ่ายของร่างกายทำให้เกิดกลิ่นรุนแรง การกำจัดกลิ่นโดยการยับยั้งแบคทีเรียสามารถทำได้ด้วยการใช้คลอโรฟิลล์ทาบริเวณรักแร้หรือ บริเวณที่ต้องการดับกลิ่นได้ดี
ทำไมเราถึงแก่ ?
ทำไมเราถึงแก่ ? ถ้าเราสามารถตอบความลึกลับข้อนี้ได้และค้นพบวิธีการต่อต้านความชรา เราก็สามารถคงสภาพหนุ่มสาวได้ตลอดไป แต่วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ก็ยังไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ ทำไมบางคนแก่ช้ากว่าคนอื่น ตำตอบของความลึกลับนี้เราทราบเพียงแต่ว่ามีความแตกต่างไปแต่ละคน แต่ยังไม่ทราบว่าอะไรคือความแตกต่างนั้น มีคำกล่าวว่า ขบวนการแก่เริ่มต้นที่หลอดเลือด หลอดเลือดจะถูก ออกซิไดซ์โดยอนุมูลอิสระออกไซด์ กรดไขมันเปอร์ออกไซด์ และสารที่แข็งของของเสียทั้งหลายทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและเสื่อมลง ยังผลทำให้ถาวการณ์หมุนเวียนโลหิตบกพร่องและความดันโลหิตสูง ซึ่งจะนำไปสู่การตีบตันและการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจด้วย ดังนั้นการรักษาหลอดเลือดให้อยู่ในสภาวะหนุ่มสาวเข้าไว้ เราก็จะสามารถชะลอขบวนการชราภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ คลอโรฟิลล์มีสารอาหารที่ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นชองไลโปโปรตีน (องค์ประกอบหลักทางหลอดเลือด) สารอาหารเหล่านี้ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว และรักษาสมดุลการยืดหยุ่นของหลอดเลือดซึ่งช่วยชะลอชบวนการแก่ชราได้ นอกจากนี้คลอโรฟิลล์ยังป้องกันการสะสมของคลอเรสเตอรอลในหลอดเลือด และจะช่วยปรับปรุงระบบการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น หลอดเลือดคือท่อลำเลียงอาหารเช้าสู่ร่างกาย และนำเอาของเสียออกจากร่างกาย หลอดเลือดที่สะอาดมีความยืดหยุ่นสูง จะช่วยให้ระบบลำเลียงอาหารเข้าสู่ร่างกายและจะนำเอาของเสียออกนอกร่างกาย หลอดเลือดที่สะอาดและมีความยืดหยุ่นสูงจะช่วยให้ระบบลำเลียงอาหารและการขับถ่ายของเสียมีประสิทธิภาพสูงจึงมีผลโดยตรงต่อสุขภาพพลานามัยของหัวใจและร่างกาย
การต่อต้านความชรา
ทุกคนต้องการเก็บรักษาผิวพรรณเยาว์วัยของตนไว้ ผิวพรรณสดใสทำให้จิตใจสดชื่นอีกด้วย ผิวหนังเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่มองเห็นมากที่สุด ผิวหนังสดใสมีน้ำมีนวลทำให้ดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ สตรีเป็นจำนวนมากหันมาใช้เครื่องสำอางนานาชนิดเมื่อผิวหนังเริ่มเสื่อมสภาพลงเครื่องสำอางไม่ได้ทำให้ผิวพรรณสดใสอ่อนวัยได้และ เครื่องสำอางทำให้ผิวพรรณมีสีสันผิดแผกจากธรรมชาติ เมื่ออวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่เป็นปกติ ผิวหนังจะไม่เปล่งปลั่ง โดยเฉพาะเมื่อโลหิตและผิวหนังมีความเป็นกรด จะทำให้ผิวหนังแห้งเป็นขุยไม่สดใสเพราะระบบอวัยวะภายในไม่เป็นปกติหรือมีความเป็นกรด การบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำทำให้ผิวหนังกลับมาสดใสได้อีกครั้งหนึ่งทั้งนี้เพราะคลอโรฟิลล์จะช่วยจะช่วยปรับระบบการทำงานของอวัยวะภายใน และแก้ปัญหาความเป็นกรด คลอโรฟิลล์มีประสิทธิภาพยิ่ง ในการทะนุบำรุงผิวหนังให้แลดูอ่อนวัยมีน้ำมีนวล โดยตวามจริงแล้วคลอโรฟิลล์ให้ผลดีในการรักษาโรคผิวหนัง ส่งเสริมการทำงานของระบบอวัยวะในร่างกายทั้งหมด ผิวหนังที่เปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลสดใส
รังสีอุลตร้าไวโอเล็ตและอากาศเสียเป็นอันตรายต่อผิวหนัง
ผิวหนังตามปกติจะได้รับการป้องกันจากไขมัน (สควาลีน) ซึ่งจะถูกขับออกมาจากเซลล์ผิวหนัง อย่างไรก็ตามรังสีอุลตร้าไวโอเล็ต ไนโตรเจนออกไซด์และอากาสเสีย จะออกซิไดซ์ผิวหนังและเซลล์ ทำให้เกิดฝ้าและจุดด่างดำ ซึ่งสามารถกลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้ สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ในคลอโรฟิลล์จะยับยั้งการเกิดออกซิเดขั่น ลดการอักเสบ กำจัดจุดด่างดำบนใบหน้าและชะลอความชรา คลอโรฟิลล์ไม่เพียงแต่แก้ไขระบบอวัยวะในร่างกาย แต่ยังทำให้ผิวหนังสวยงามเพราะเอ็นไซม์ ซุปเปอร์ออกซิไดดิสมูเทส นอกจากกำจัดอนุมูลอิสระแล้วยังมีประสิทธิภาพช่วยบำรุงผิวพรรณให้เยาว์วัย นอกจากนี้ยังมีไวตามินธรรมชาติบำรุงผิวอยู่อย่างสมดุล และได้มีรายงานแจ้งจากผู้บริโภคว่า อาการเป็นสิว ไฝ ฝ้า จุดด่างดำบนใบหน้าหรือปัญหาโรคผิวหนังไหม้เนื่องจากแสงแดดหายได้ หลังจากบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำระยะหนึ่ง
โรคกระเพาะ
คลอโรฟิลล์ สามารถช่วยรักษาสุขภาพของกระเพาะอาหารลำไส้ เราได้รับข่าวบ่อยครั้ง จากผู้ที่ป่วยที่ทนทุกข์ทรมานเรื้อรัง จากการปวดท้องอย่างรุนแรงแจ้งมาว่าอาการปวดเหล่านั้นจะหายไปเกือบทันทีเมื่อบริโภคคลอโรฟิลล์ นอกจากนี้ยังมีรายงานจำนวนมากจากผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง มีอาการหายเป็นปกติหลังจากบริโภคคลอโรฟิลล์เป็นประจำ เราทราบกันอยู่แล้วว่า การรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหารเกิดจากคลอโรฟิลล์ เกลือแร่และเอ็มไซม์ในอัลฟัลฟ่ามีปฏิกิริยร่วมกันนั้นเอง ขั้นแรกสุดเอ็มไซม์จะช่วยย่อยอาหาร ต่อมาคลอโรฟิลล์จะช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหารด้วยการกระตุ้น การสร้างกล้ามเนื้อเล็กๆ ใหม่ในผนังของกระเพาะ ทำให้แผลในกระเพาะอาหารหายไป และสิ่งสุดท้ายก็คือ ระบบย่อยอาหารผิดปกติหรือการเกิดแผลในกระเพาะ มักเกิดจากเครียดเมื่อร่างกายมีความเครียด ธาตุโปแตสเซี่ยมจะทำลายและบีบรัดของกระเพาะทำงานไม่เป็นปกติ คลอโรฟิลล์มีธาตุ โปแตสเซียมจะถูกทำลายและบีบรัดกระเพาะทำงานไม่เป็นปกติ คลอโรฟิลล์มีธาตุโปแตสเซี่ยมสูงมากจะช่วยลดสภาวะการเครียดจากการขาดธาตุโปแตสเซี่ยมได้ดี
โรคเรื้อรัง
ประสิทธิภาพที่น่าสนใจในการรักษาโรคภูมิแพ้และโรคผิวหนังที่เกิดจากการแพ้
โรคภูมิแพ้ในเด็กพบอยู่ทั่วไป เช่น ช่องโพรงจมูกอักเสบ หอบหืดและโรคผิวหนังอักเสบ (Atopicdermatitis) เคยเชื่อกันว่า โรคภูมิแพ้ในเด็กจะหายไปมื่อเด็กโตขึ้น แต่บางรายไม่หายแม้เติบโตเป็นหนุ่มสาว โดยเฉพาะกรณีผิวหนังอักเสบซึ่งจะทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรงและเกาจนผิวหนังเห่อหนาขึ้น โรคภูมิแพ้เชื่อกันว่าเกิดจากปฎิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันไม่ปกติ วิทยาการทางการแพทย์แผนปัจจุบันยัง ไม่มีข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันอย่างเพียงพอจึงทำให้ยังไม่อาจหาวิธีรักษาที่ดีได้.
ที่มา
หนังสือ คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์ 100 % & อาหารอายุวัฒนะ เอกสาร บริษัท บ้านสมุนไพรชัยมงคล จำกัด